วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

การเป็นพยานชีวิต

 การเป็นพยานชีวิต 
วันอังคาร
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
อสย 1:10, 16-20
มธ 23:1-12
พวกธรรมาจารย์  มีอาชีพศึกษาและอธิบายธรรมบัญญัติและธรรมประเพณี  รวมถึงออกกฎเกณฑ์เพื่อการปฏิบัติ  เช่น ในวันสะบาโตห้ามทำการ 39 อย่าง อาทิ ห้ามเก็บเกี่ยว ห้ามนวดข้าว รวมถึงการเด็ดรวงข้าวและขยี้เมล็ดข้าว (ลก 6:1-2) มีการกำหนดระยะทางที่เดินได้ในวันสะบาโต (กจ 1:12) ประมาณ 1 ก.ม.  พวกธรรมาจารย์ยุ่งอยู่กับการรักษาระเบียบหยุมหยิมของธรรมประเพณีเหล่านี้ จนลืมรากฐานที่สำคัญของบทบัญญัติ (มก 7:1-13, 3:4-5)
ชาวฟาริสี  เป็นพวกที่เคร่งในการรักษาความบริสุทธิ์ทางศาสนา  เน้นการรักษาธรรมบัญญัติและธรรมประเพณีอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้องแยกตัวออกจากคนอื่นและคิดว่า ฉันบริสุทธิ์กว่าทุกคน ท่าทีแบบนี้ทำให้ชาวฟาริสีเป็นที่รังเกียจ  เพราะเน้นปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายนอกมากกว่าความรักและความเมตตาต่อผู้อื่น มีคำพูดที่สะท้อนตัวตนของฟาริสี “หากโลกนี้มีคนดีเพียงสองคน คนหนึ่งคือฉันกับลูกชายของฉัน หากโลกนี้มีคนดีเพียงคนเดียว คนนั้นคือฉันเอง” 
พระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงตำหนิพวกธรรมาจารย์และชาวฟาริสี รวมถึงเราแต่ละคนที่ทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นเห็นและยกย่องชมเชย เข้าทำนอง “ทำบุญเอาหน้า ภาวนากันตาย” ไม่ได้มาจากความรักหรือความสัมพันธ์แท้จริงต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง “ถ้าเขาสั่งสอนเรื่องใด ท่านจงปฏิบัติตามเถิด แต่อย่าปฏิบัติตามพฤติกรรมของเขา เพราะเขาพูดแต่ไม่ปฏิบัติ” (มธ 23:3) พระองค์ไม่ได้ตำหนิคำสอนของพวกเขา แต่ตำหนิที่พวกเขาหยิ่ง เย็นชา และขาดความรัก 
พระวรสารทุกตอนเขียนขึ้นเพื่อพระศาสนจักร พวกธรรมาจารย์และชาวฟาริสีคือตัวเราแต่ละคน ที่ถือตามระเบียบกฎเกณฑ์แต่ภายนอก แต่ขาดการเป็นพยานชีวิต จัดอยู่ในประเภท “ดีแต่พูด” มิได้นำสิ่งที่เทศน์สอนมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ขาดความรักและความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนบริกรของพระศาสนจักรได้แก่ พระสังฆราช พระสงฆ์และนักบวช ที่ต้องดำเนินชีวิตเป็นพยานอย่างแท้จริง “จงสอน สิ่งที่ลูกเชื่อ และจงปฏิบัติ สิ่งที่ลูกสอน”
 สังคมทุกวันนี้ต้องการ “การเป็นพยานชีวิต” ที่ดำเนินชีวิตเป็นตัวอย่าง เนื่องจากคำพูดและการเทศน์สอนอย่างเดียวไม่พอ หากผู้พูดมิได้นำมาปฏิบัติจริงในชีวิตให้เห็น ทั้งนี้เพราะ “การกระทำย่อมดังกว่าคำพูด”  โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงและมีหน้าที่การงานใหญ่โต พระเยซูเจ้าทรงสอนให้รับใช้ “ผู้ใดเป็นใหญ่จะต้องเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น” (มธ 23:3) นี่คือบทสรุปชีวิตและแบบอย่างของพระองค์ที่เสด็จมาเพื่อรับใช้ผู้อื่น (มธ 20:26) และมอบแบบอย่างนี้แก่เราในการล้างเท้าอัครสาวก (ดู ยน 13:1-15)
พระเยซูเจ้าทรงสอนเราว่า ตำแหน่งหมายถึงภาระหน้าที่มิใช่เกียรติยศ ต้องรับใช้มากกว่าตั้งตนเป็นนาย เพื่อบรรลุถึงชีวิตนิรันดรเราต้องถ่อมตัวเองลง รับใช้ผู้อื่น เพราะชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่อุทิศตนรับใช้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ดังตัวอย่างของนักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตาที่สอนว่า การรับใช้คือความรักในภาคปฏิบัติ” และนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ที่ทรงเป็นแบบอย่างของ “ข้ารับใช้แห่งผู้รับใช้ทั้งหลาย”
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
khuanthinwan@gmail.com
San Tomasso Ashram, วัดป่าพนาวัลย์
12 มีนาคม 2017
ภาพ: การจำลองเหตุการณ์การสังหารบุญราศี, สุสานวัดแม่พระไถ่ทาส สองคอน, มุกดาหาร; c1950

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น