วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

กลุ่มคริสตชนหนองห้าง



กลุ่มคริสตชนหนองห้าง
กลุ่มคริสตชนวัดแม่พระราชินีแห่งสันติภาพ หนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เป็นแผนการของพระเจ้า เมื่อนายคำกาว ภูศรีฐาน ชาวหนองห้างซึ่งไปตัดไม้ที่หน้าเขื่อนน้ำพุง โดยพักอยู่กับญาติที่บ้านต้อน ในตอนกลางคืนญาติคนดังกล่าวได้ชวนไปฟังคำสอนกับคุณพ่อที่บ้านโนนหัวช้าง  นายคำกาวเมื่อได้ฟังข่าวดีก็รู้สึกสนใจ พอกลับถึงบ้านหนองห้างจึงบอกกล่าวข่าวดีนั้นให้เพื่อนพ้องชาวหนองห้างได้รู้จัก ได้แก่ นายสอน จันศิริสา, นายดี จิตปรีดา นายซอน โสภาคะยัง, นายยศ สุระเสียง, นายเคน  ชมศิริ, นายฟอง จิตปรีดา, นายป่อน ศรีจำพลัง และนายแดง ศิริปะกะ 
ข่าวดีที่ได้ยินในวันนั้นเป็นเหมือนกับเชื้อแป้งที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นอยากรู้จักมากขึ้น และนำไปสู่การประชุมปรึกษาหารือกัน จนกระทั่งที่ประชุมมีมติให้นายสอน จันศิริสากับนายดี จิตปรีดา ไปติดต่อและนำ ศาสนาเยซู มา  เดิมทีเดียวทั้งสองตั้งใจจะเดินทางไปที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะทราบมาว่ามีผู้นับถือ ศาสนาเยซู ที่นั่น (คริสเตียน) แต่เมื่อไปถึงอำเภอสมเด็จก็ได้รับคำแนะนำให้ไปที่บ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร   ทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปบ้านท่าแร่โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านท่าแร่อยู่ที่ไหน ทราบเพียงว่าอยู่ในจังหวัดสกลนคร  แต่คงจะเป็นแผนการณ์ของพระเป็นเจ้าเมื่อไปถึงตัวเมืองสกลนครทั้งสองได้พบกับคนขับรถโดยสารที่ไปท่าแร่ทำให้สามารถเดินทางไปบ้านท่าแร่ได้ตามที่มุ่งหวัง 
เมื่อไปถึงบ้านท่าแร่ทั้งสองได้ไปหาหัวหน้าชาวบ้านซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับสภาอภิบาลวัดในปัจจุบัน ตามคำบอกกล่าวของคนขับรถแต่ไม่มีใครอยู่เลย อย่างไรก็ดีทั้งสองก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างดี โดยได้พาไปพักอยู่ที่บ้านของกงตาบาและได้พูดคุยกันถึงจุดมุ่งหมายของการมาครั้งนั้นคือต้องการรู้จัก ศาสนาเยซู  วันรุ่งขึ้นกงตาบาก็ปลุกให้ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อพาไปวัด เมื่อไปถึงทั้งสองก็อดแปลกใจไม่ได้ที่ไม่เห็นใครเลยแต่พอเข้าวัดก็เห็นคนเต็มวัด ทุกคนอยู่ในอาการเงียบสงบเหมือนกับไม่มีคนอยู่เลย จำได้ว่าวันนั้นตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.. 1962 (.. 2505) ซึ่งทราบภายหลังว่าวันนั้นเป็นวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย 
เมื่อได้เห็นพิธีที่ชวนศรัทธา อีกทั้งความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้คนในวัดจึงเกิดความประทับใจ  หลังพิธีก๋งตาบาจึงพาไปพบคุณพ่อยอแซฟอินทร์ นารินรักษ์ เจ้าอาวาสอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ขณะนั้น และได้พูดคุยกันถึงจุดมุ่งหมายของการมาครั้งนั้นกับคุณพ่อ  ด้วยคำพูดที่ซื่อๆและแบบอย่างชีวิตที่เรียบง่ายของคุณพ่อนำมาซึ่งความประทับใจแก่นายสอนและนายดี อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อและความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา 
นายสอนและนายดีได้พักค้างคืนที่ท่าแร่เพื่อสนทนากับคุณพ่ออีกหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นจึงได้เดินทางกลับหนองห้างพร้อมกับคุณพ่อและคณะ เมื่อมาถึงคุณพ่อได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่สนใจและได้ฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับพระเยซูเจ้าทำให้มีผู้สนใจเพิ่มจำนวนมากขึ้น  คุณพ่อได้ใช้โอกาสนั้นในการอธิบายคำสอนและชี้แจงถึงขั้นตอนของการเข้าเป็นคริสตชน พร้อมทั้งวิธีการดำเนินชีวิตคริสตชนให้กับผู้สนใจเหล่านั้น  เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถเป็น คริสตชนได้ผ่านทางการภาวนาร่วมกัน การรักใคร่ปรองดองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยถือว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน  นี่คือเมล็ดพันธ์แห่งพระวรสารที่คุณพ่อได้หว่านลงในจิตใจของชาวหนองห้างในการพบปะและเยี่ยมเยียนครั้งแรก ซึ่งต้องถือว่าเป็นข่าวดี เป็นสิ่งใหม่สำหรับชาวหนองห้างจริงๆ
  ภายหลังที่คุณพ่อได้เดินทางกลับท่าแร่ไปแล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งพระวรสารที่คุณพ่อได้หว่านไว้ในจิตใจของชาวหนองห้างก็เริ่มงอก แม้จะเป็นเพียงต้นกล้าเล็ก ๆ แต่ก็เป็นต้นกล้าที่พร้อมจะเติบโต ต้องการปุ๋ยและการดูแลเอาใจใส่พรวนดินรดน้ำอย่างใกล้ชิด  นับว่าข่าวดีของพระเป็นเจ้าได้เกิดผลในจิตใจของชาวหนองห้างแล้ว และทำให้จิตใจของพวกเขาเกิดร้อนรนเกินกว่าที่จะนิ่งเฉยอยู่ได้ พวกเขาจึงได้ปรึกษาหารือกันและแต่งตั้งตัวแทนไปตามคุณพ่อที่บ้านท่าแร่อีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งประกอบด้วย นายสอน จันศิริสา, นายดี จิตปรีดา, นายเคน  ชมศิริ, นายฟอง จิตปรีดา และนายแดง ศิริปะกะ
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านท่าแร่ทั้งหมดได้พบปะพูดคุยกับคุณพ่ออีกครั้ง และขอตัวคุณพ่อไปเผยแพร่ศาสนาที่บ้านหนองห้าง เพราะพวกเขาปรารถนาจะฟังข่าวดีอีกและต้องการการอธิบายข่าวดีนั้นให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น  คุณพ่อได้นำเรื่องเรียนพระสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เมื่อได้รับความเห็นชอบและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพระคุณเจ้า ซึ่งต้องการนำแสงสว่างแห่งพระวรสารมาเผยแพร่ในเขตกาฬสินธุ์อยู่แล้วดังคติพจน์พระคุณเจ้าที่ว่า แสงสว่างในความมืด” (Lux in tenebris) คุณพ่อกับคณะครูคำสอนจึงเดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านหนองห้างอีกครั้ง  เมื่อเดินทางมาถึงคุณพ่อได้พักที่บ้าน นายแดง ศิริปะกะและเริ่มสอนคำสอน 

เมื่อเห็นว่าจำนวนผู้สนใจเพิ่มมากขึ้น คุณพ่อก็มองเห็นว่าจำเป็นต้องมีที่ดินสำหรับสร้างวัดและทำสุสานฝังศพ คุณพ่อจึงได้จัดซื้อที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านซึ่งเป็นบ้านหนองกะตันในปัจจุบันจำนวน 2 แปลง แปลงหนึ่งสำหรับสร้างวัดและอีกแปลงสำหรับทำสุสาน คุณพ่อพร้อมกับชาวบ้านได้ลงมือสร้างวัดชั่วคราวขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่สอนคำสอนและประกอบพิธีทางศาสนา  วัดหลังแรกนี้มีลักษณะเป็นวัดไม้ยกพื้นสูงพอประมาณ และดัดแปลงด้านหลังเป็นห้องพักและห้องทำงานสำหรับคุณพ่อเพื่อใช้เป็นที่พักเวลามาหนองห้าง ซึ่งในระยะแรกนี้คุณพ่อต้องเดินทางไปมาระหว่างหนองห้างกับท่าแร่ยังไม่ได้มาอยู่ประจำที่หนองห้าง    
ปี ค.. 1964 (.. 2507) คุณพ่อกับชาวบ้านได้จัดงานฉลองวัดชั่วคราวเป็นครั้งแรก โดยพระสังฆราชมีคาแอลเกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นประธาน  ต่อมาหลังจากที่คุณพ่อและคณะครูคำสอนได้สอนคำสอนผู้กลับใจเป็นคริสตชนเป็นเวลา 3 ปี จึงได้โปรดศีลล้างบาปให้พร้อมกันรวม 35 ครอบครัว โดยคุณพ่อเป็นผู้โปรดเอง ซึ่งต้องใช้เวลาโปรดถึง 4 วันคือระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ ค.. 1967 (.. 2510) รวมจำนวนผู้รับศีลล้างบาปกลุ่มแรกนี้ทั้งสิ้น 177 คน 

กลุ่มคริสตชนหนองห้างจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จากนั้นกลุ่มคริสตชนชาวหนองห้างได้พากันปฏิบัติศาสนกิจอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาและเพิ่มจำนวนมากขึ้น  แต่ด้วยสภาพความยากจนบางครอบครัวจึงอพยพไปอยู่ที่อื่น  คุณพ่อเข้าใจดีว่าคริสตชนใหม่เหล่านี้ต้องมีนายชุมพาบาลที่คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คุณพ่อจึงแต่งตั้งครูผามาเป็นครูคำสอนประจำคนแรก จากนั้นจึงส่งครูทาระดี ต้นปรึกษา, ครูลู รวมทรัพย์, ครูธรรมมาและครูสงบมาสมทบทำให้มีผู้กลับใจเพิ่มมากขึ้น  และได้ขอภคินีมาประจำด้วยคือแม่กาลิกซ์และแม่อนัตตาซีอา
ปี ค.. 1972 (.. 2515) เมื่อคุณพ่ออินทร์ พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าแร่ก็ได้มาประจำที่บ้านหนองห้าง และเริ่มงานแพร่ธรรมอย่างเต็มตัว มีผู้รับศีลล้างบาปเป็นคริสตชนเพิ่มมากขึ้น   เมื่อเห็นว่ากลุ่มคริสตชนชาวหนองห้างเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงได้ขยายเขตแพร่ธรรมไปยังบ้านอื่นในละแวกใกล้เคียง คือบ้านกุดบอด, บ้านปลาขาว, บ้านหนองอีบุตร, บ้านหนองแสง, บ้านนาโก บ้านน้ำคำ บ้านดอนอุ่มรัว  และนิคมคำสร้อย บ้านหนองห้างจึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการแพร่ธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
โรงเรียนเซนต์ยอแซฟกุฉินารายณ์
29 เมษายน 2014

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

พระพรที่ได้รับจากนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2



พระพรที่ได้รับจากนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2
ข่าวการประกาศแต่งตั้งบุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ที่ 23 และบุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 เป็นนักบุญในวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2014 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส นับเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับคริสตชนทั่วโลก ทุกคนต่างตั้งตารอคอยเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้อย่างใจจดใจจ่อ
แม้จะไม่มีโอกาสได้ไปร่วมพิธีแต่งตั้งนักบุญใหม่ทั้งสอง ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม ประเทศอิตาลี ร่วมกับผู้แสวงบุญจากทั่วโลก แต่ก็สามารถติดตามและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เสมือนอยู่ในสถานที่จริงผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ถ่ายทอดสดและนำเสนอเรื่องราวของนักบุญร่วมสมัยอย่างละเอียด
นักบุญยอห์น ที่ 23 พระสันตะปาปา ในฐานะผู้เปลี่ยมโฉมหน้าของพระศาสนจักรให้ทันกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยการเรียกประชุมสภาสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2  ส่วนนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2  พระสันตะปาปา ในฐานะพระสันตะปาปาที่เขียนสมณสาสน์เตือนใจคริสตชนมากที่สุด และเดินทางไปทุกที่ในโลกทำให้พระองค์เป็นที่รักของทุกคน ในวันที่ฝังพระศพพระองค์ เราจึงได้ยินเสียงร้องของทุกคนที่มาร่วมพิธีว่า “Santo subito” (ขอให้แต่งตั้งเป็นนักบุญทันที)
ในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงประกอบพิธีสถาปนานักบุญใหม่ทั้งสองในวันนี้  (27 เมษายน 2014) ในเวลา 09.00 น. - 12.00 น. ตามเวลาในอิตาลี ซึ่งตรงกับเวลา 15.00 น. – 18.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย จึงขอถือโอกาสนี้พูดถึงพระพรที่ได้รับจากนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น่ายินดีนี้ อีกทั้งเป็นการขอบพระคุณพระองค์สำหรับความช่วยเหลือที่ได้รับ
ก่อนหน้าที่จะไปศึกษาต่อวิชาพระสัจธรรมที่มหาวิทยาลัย Regina Apostolorum กรุงโรม ประเทศอิตาลี สิ่งที่เป็นกังวลมากคือกลัวว่าจะอยู่ไม่ได้ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพ แพ้อากาศเย็น  แค่ในเมืองไทยพอถึงหน้าหนาวที่ไรถือเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดเพราะเย็นเข้าไปถึงกระดูก แล้วจะอยู่ในประเทศที่อากาศหนาวมีหิมะตกได้อย่างไร ประกอบการไปเรียนต่างถิ่นต่างแดนตอนอายุ 42 ปี คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ
สิ่งที่ทำได้คือปฏิเสธกางเขนนี้ แต่เพื่อนคือคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร ซึ่งผ่านการศึกษาวิชาพระคัมภีร์ที่ยากลำบากได้ให้กำลังใจและเตือนสติว่า “ไปเถอะ นายทำได้ ไปถึงให้ไปคุกเข่าสวดที่หลุมศพของพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์จะช่วย และวอนขอพระองค์เพื่อเราด้วย” เมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงจำเป็นต้องไป แต่ตั้งใจเอาไว้ว่าไปอยู่สัก 3 เดือน ถือเป็นการไปเที่ยวพักผ่อนและหาประสบการณ์ในต่างแดนสักครั้งในชีวิต นัยว่าพอถึงหน้าหนาวจะกลับ ไม่คิดว่าตนเองจะสู้กับความหนาวเหน็บของอิตาลีได้ 
วันแรกที่เดินทางไปถึงอิตาลีคือ วันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) โดยมีคุณพ่อวีรชัย อุตะมะชะกับพี่สมศักดิ์ พาพรหมฤทธิ์ไปรับที่สนามบินเลโอนาโด ดา วินชี ฟูมิชิโน หลังจากเก็บของได้พาเที่ยวชมกรุงโรม โดยเฉพาะมหาวิหารนักบุญเปโตร มหาวิหารที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในโลกที่นครรัฐวาติกัน ศูนย์กลางของคริสตศาสนา ที่นี่เองได้ไปสวดที่หลุมศพของพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2
จำได้ดีถึงสิ่งที่วอนขอในวันนั้น “ข้าแต่องค์สันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ ขอพระองค์ประทานพระพรแห่งสุขภาพแก่ลูกด้วย และโปรดให้ลูกเรียนสำเร็จ” ก่อนจะไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันในอดีต โดยเฉพาะในยุคของจูลิอุส เชซาร์   (Julius Caesar) ซึ่งอาณาจักรโรมันยิ่งใหญ่ถึงขีดสุด ครอบครองทวีปยุโรป แอฟริกาตอนเหนือและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด  ถึงขนาดเชซาร์ได้กล่าวอมตะวาจาเอาไว้ว่า “VENI, VIDI, VICI: ข้ามา ข้าเห็น ข้าชนะ
หลังจากอยู่ที่กรุงโรมได้สักระยะ ได้ยินการอ้างอิงคำพูดของเชซาร์ใหม่ว่า “VENI, VIDI, CREDI: ข้ามา ข้าเห็น ข้าเชื่อ” ซึ่งเป็นมุมมองของผู้ที่มีความเชื่อ  เนื่องจากอมตะนครแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รูปเคารพ สักการสถานและวิหารที่ผู้คนเคารพศรัทธา  ซึ่งยืนยันได้ว่าเป็นความจริง อันเนื่องมาจากพระพรและความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ได้รับ หากปราศจากสิ่งเหล่านี้คงไม่สามารถอยู่ในอิตาลีได้ 
หากมิใช่ความช่วยเหลือจากเบื้องบน คงไม่สามารถผ่านช่วงเวลาที่โหดร้ายและอากาศที่หนาวเหน็บมาได้โดยไม่เจ็บป่วย อีกทั้ง คงไม่สามารถผ่านการเรียนอันหนักอึ้งและจบมาได้โดยที่ยังมีอาการครบสามสิบสอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความช่วยเหลือของนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ที่ทรงฟังคำวิงวอนในวันแรกที่ไปถึง ดังนั้นในวันที่เรียนสำเร็จและกลับเมืองไทยจึงได้ไปภาวนาที่หลุมศพและขอบพระคุณพระองค์อีกครั้ง
ในวันนี้ที่พระองค์ได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญจึงรู้สึกยินดีและปลื้มปีติ พระองค์ทรงเป็นนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงเข้าใจปัญหาความต้องการของเราและสามารถช่วยเหลือเราได้ อีกทั้งพระศาสนจักรถือเสมอมาว่าผู้ที่ได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญ คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้าซึ่งเราสามารถวอนขอพระพรต่างๆ ได้ ดังนั้น ใครที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 คือท่อธารแห่งพระพรที่เราสามารถวอนขอได้

คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
โรงเรียนเซนต์ยอแซฟกุฉินารายณ์
27 เมษายน 2014

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

พระเมตตาหาที่สุดมิได้



พระเมตตาหาที่สุดมิได้
วันอาทิตย์
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา ปี A
ฉลองพระเมตตา
กจ 2:42-47
1 ปต 1:3-9
ยน 20:19-31
บทนำ
วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 2000 ในสัปดาห์ที่สองของเทศกาลปัสกา พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ได้แต่งตั้งบุญราศีโฟสตินาเป็นนักบุญ (นักบุญยอห์นปอลที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญในวันฉลองเดียวกันนี้ 27 เมษายน 2014) ซึ่งนักบุญโฟสตินานี้ได้เป็นพยานด้วยชีวิตของเธอ เพื่อให้เราได้รักษาความเชื่อและความหวังในพระเจ้าพระบิดา ผู้ทรงพระเมตตาอย่างล้นเหลือและทรงช่วยเราให้รอดด้วยพระโลหิตของพระบุตรพระองค์
นักบุญโฟสตินาได้กลายเป็นธรรมทูตแห่งพระเมตตา ซึ่งตลอดช่วงชีวิตสั้นๆ ของเธอ พระเยซูเจ้าได้มอบหลักปฏิบัติพื้นฐาน 3 ประการในการนำไปปฏิบัติ: 1) ภาวนาเพื่อวิญญาณทั้งหลายจะได้วางใจในพระเมตตาที่ไม่สามารถเข้าใจได้ของพระเจ้า; 2) บอกให้โลกได้รับรู้ถึงพระเมตตาอันอุดมของพระเจ้า; 3) ให้เริ่มก่อตั้งกลุ่มพระเมตตาในพระศาสนจักร
ในวันประกาศแต่งตั้งนักบุญโฟสตินา นักบุญยอห์นปอลที่ 2 ตรัสว่า “ไม้กางเขนได้พูดและไม่เคยหยุดกล่าวถึงพระเจ้าพระบิดา ผู้ทรงซื่อสัตย์ต่อความรักนิรันดร์ที่ทรงมีต่อมนุษย์ ...การเชื่อในความรักนี้หมายถึงการเชื่อในพระเมตตา” รูปพระเมตตาที่พระองค์ทรงเปิดเผยแก่นักบุญโฟสตินา (ด้วยการยกพระหัตถ์ขวาอวยพร พระหัตถ์ซ้ายแตะที่ดวงพระหฤทัยที่มีรังสีสีแดงและสีขาวพุ่งออกมา) เป็นสัญลักษณ์ของพระเมตตา การให้อภัยและความรักของพระเจ้า

1.         พระเมตตาหาที่สุดมิได้
ในตอนแรกของพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ปรากฏพระองค์ให้บรรดาอัครสาวกได้เห็นและทรงมอบสันติสุขแก่พวกเขา เพื่อให้กำลังใจพวกเขาในการสานต่อพันธกิจการประกาศ ข่าวดีแห่งความรัก พระเมตตา และการให้อภัยของพระเจ้า พระองค์ทรงใช้พระศาสนจักรในการสานต่อพันธกิจของพระองค์ในโลก และพระศาสนจักรต้องการพระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งพลังและอำนาจสำหรับพันธกิจนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักและเชื่อฟังพระองค์เพื่อจะเป็นผู้ส่งข่าวที่แท้จริง
องค์พระเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพได้ประทานอำนาจยกบาปในนามของพระองค์แก่อัครสาวก เพื่อพวกเขาจะได้มีส่วนในพระเมตตาของพระเจ้าต่อคนบาป ซึ่งพระศาสนจักรได้ประกาศพระเมตตาของพระเจ้าผ่านทางพระวาจาพระเจ้า และพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลาช้านาน อีกทั้งเตือนเราให้เชื่อในการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพท่ามกลางเรา ผ่านทางการให้อภัยความผิดของผู้อื่น
ในตอนที่สองของพระวรสาร แสดงให้เห็นถึงความสงสัยของนักบุญโทมัส ซึ่งไม่ได้อยู่กับบรรดาอัครสาวกในวันที่พระเยซูเจ้าปรากฏมา ท่านจึงไม่เชื่อสิ่งที่คนอื่นเล่าให้ฟัง ความสงสัยของท่านเป็นแบบอย่างของคนที่แสวงหาความจริงและมีประสบการณ์ด้วยตนเอง (นักบุญโทมัสจึงเป็นองค์อุปถัมภ์ของนักวิทยาศาสตร์) และหายสงสัยเมื่อได้พบพระเยซูเจ้า เราคริสตชนแม้ไม่ได้เห็นพระองค์ด้วยตา แต่เชื่อเพราะสิ่งที่เราได้ยิน อย่างที่นักบุญเปาโลบอกว่า “ความเชื่อมาจากการฟัง” (รม 10:17) และมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระองค์

2.         บทเรียนสำหรับเรา
พระวาจาของพระเจ้าในสัปดาห์นี้ได้ให้บทเรียนสำหรับเราคริสตชน ในการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันหลายประการ

ประการแรก เราต้องปฏิบัติตนบนพื้นฐานของความเมตตาของพระเจ้า พระศาสนจักรเฉลิมฉลองพระเมตตาของพระเจ้าผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี การหมั่นมารับศีลอภัยบาปจึงเป็นหนทางที่เราจะดำเนินชีวิตในความเมตตาของพระเจ้า พระเยซูเจ้าบอกเราว่า “จงเป็นผู้เมตตากรุณา ดังที่พระบิดาของท่านทรงเมตตากรุณา” (ลก 6:36) เราจึงต้องแสดงความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้องทุกที่ทุกเวลา ทั้งในคำพูด กิจการและการภาวนา ด้วยการปฏิบัติความเมตตาในชีวิตประจำวันเท่านั้น เราจึงจะได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า

ประการที่สอง เราต้องรักและรับใช้เพื่อนมนุษย์ทุกคน การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อช่วยเราให้สามารถมองเห็นพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพในทุกคน และช่วยเราให้มีความปรารถนาจะรับใช้กันและกันด้วยความรัก คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา ได้ใช้แนวทางนี้ในการสอนสมาชิก ถ้าเราภาวนา เราจะเชื่อ; ถ้าเราเชื่อ เราจะรัก; ถ้าเรารัก เราจะรับใช้ ซึ่งเป็นการทำให้ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าปรากฏเป็นจริงในกิจการ

ประการที่สาม เราต้องแสดงความเมตตาด้วยการแบ่งปันสิ่งที่เรามีแก่ผู้อื่น เรื่องราวกลุ่มคริสตชนแรกที่เราได้ยินในบทอ่านแรก บอกให้เราทราบว่าพวกเขาได้นำที่สิ่งที่ตนเองมีมาวางเป็นกองกลาง เพื่อให้บรรดาอัครสาวกแบ่งปันแก่ผู้ขัดสนและต้องการความช่วยเหลือ นี่คือเครื่องหมายแห่งความเมตตาของพระเจ้าในภาคปฏิบัติ ที่ทุกคนปฏิบัติต่อกันอย่างพี่น้อง ในกลุ่มคริสตชนแรกจึงไม่มีใครขัดสน และนี่คือหนทางที่ทำให้พวกเขามีสันติสุขแท้

บทสรุป
พี่น้องที่รัก ทุกครั้งที่เรามอบสันติสุขให้แก่กันในพิธีบูชาขอบพระคุณ ขอให้เป็นการแสดงออกถึงท่าทีแห่งความเมตตา การให้อภัยและการมอบสันติสุขที่แท้จริงจากใจเราแก่กันและกัน สันติสุขจะบังเกิดขึ้นในใจเราก็ต่อเมื่อ

§       เราได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งความรักที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาและสุดกำลังของท่าน ...ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง (มก 12:30-31)

§     เราได้ใส่ใจในความต้องการของเพื่อนพี่น้อง ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา (มธ 25:40)

ให้เราได้สานต่อพันธกิจของพระเยซูเจ้า ในงานเมตตากิจ งานแห่งความรักและการให้อภัยไม่สิ้นสุดในชีวิตประจำวันของเรา เพื่อเราจะได้เป็นเครื่องมือในการสร้างสันติสุขในสังคมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และความแตกแยกรุนแรงมีการแบ่งสีเลือกข้างอย่างในปัจจุบัน เพื่อช่วยกันสร้างสันติสุขให้บังเกิดขึ้นในครอบครัว หมู่คณะและบ้านเมืองของเรา
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
Danielkhuan@hotmail.com
โรงเรียนเซนต์ยอแซฟกุฉินารายณ์
26 เมษายน 2014