วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

แผนการและการเลือกสรรของพระเจ้า

แผนการและการเลือกสรรของพระเจ้า

คุณพ่อยอห์น สิทธิศักดิ์ บุญเชิด

มองย้อนไปเมื่อ 49 ปีก่อน เด็กหญิงฝาแฝดสองคนพี่น้อง คือเด็กหญิงยวนใจกับเด็กหญิงพิสมัย แสงนนท์ (แฝดคนละฝา) เกิดมาในครอบครัวที่ยากจนที่บ้านขัวก่าย ตำบลขัวก่าย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร หลังจากเกิดมาได้สองเดือน บิดาผู้ให้กำเนิดคือนายค้าย แสงนนท์ ได้ล้มป่วยและเสียชีวิต ทิ้งให้เด็กหญิงฝาแฝดกลายเป็นกำพร้า พร้อมกับพวกพี่ ๆ อีก 4 คนโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นแม่คือนางไทย แสงนนท์ ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวและลูกทั้ง 6 คนโดยลำพัง  

ด้วยภาระที่หนักอึ้งและสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวย นางไทย แสงนนท์ ได้ไปหาลุงคือยอแซฟ นิยม แสงนนท์ (พี่ชายของสามี) ที่กลับใจเป็นคริสตชนแต่งงานกับมอนีกา บัวผัน แสงนนท์ ที่บ้านดอนทอย ตำบลสามัคคีพัฒนา อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และตั้งใจมอบบุตรสาวฝาแฝดทั้งสอง (ยวนใจ-พิสมัย) ให้ลุงเป็นผู้เลี้ยงดู ลุงเองแม้รู้สึกสงสารน้องสะใภ้และหลาน ๆ แต่รับไว้ไม่ได้เนื่องจากตนเองมีบุตรหลายคนและฐานะยากจนเช่นกัน ลุงจึงพาไปพบคุณพ่อยอแซฟ ประสาน ทองอันตัง เจ้าอาวาสวัดนักบุญยอแซฟ ดอนทอย ขณะนั้น

ภาพจำลองเหตุการณ์ที่บ้านขัวก่ายหลังเกิดได้ 2 เดือนและบิดาเสียชีวิต

คุณพ่อยอแซฟ ประสาน ทองอันตัง ได้หาทางออกช่วยครอบครัวของนางไทย แสงนนท์ ด้วยการติดต่อขอความช่วยเหลือจากพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ ประมุขอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงขณะนั้น พระคุณเจ้าได้รับปากหาครอบครัวใหม่ให้เด็กหญิงฝาแฝดทั้งสอง ยังความโล่งใจแก่นางไทย แสงนนท์ ที่หวังว่าบุตรสาวทั้งสองจะมีอนาคตที่ดี ก่อนเดินทางกลับบ้านขัวก่าย ต่อมาคุณป้ามอนีกา บัวผัน แสงนนท์ พร้อมด้วยเทเรซา สอน (สุภาพร) ไชยดวง ได้เช่าเหมารถของปีโอ คำไป่ ชัยสุรินทร์ ไปรับเด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองที่บ้านขัวก่าย

นี่เป็นครั้งแรกของชีวิตที่เด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองต้องจากอ้อมอกของผู้เป็นแม่และครอบครัว ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นเพราะทั้งสองกำลังหลับ ไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเกิดเหตุการณ์อะไรกับชีวิตของตน เมื่อตื่นขึ้นมาระหว่างทางได้สัมผัสกับอ้อมกอดของคนแปลกหน้า ไม่อบอุ่นเหมือนอ้อมอกของแม่ สิ่งที่ทำได้คือร้องไห้ ป้าบัวผันได้ชงนมข้นหวานให้ดื่ม แต่ทั้งสองไม่คุ้นเคยและไม่เคยดื่มนมข้นมาก่อน ทำให้อาเจียนออกมาและร้องไห้ตลอดทาง

เมื่อไปถึงสำนักมิสซังท่าแร่ (ปัจจุบันคือศูนย์คาทอลิกท่าแร่) พระคุณเจ้าเกี้ยน เสมอพิทักษ์ ได้มอบเด็กทั้งสองให้ครอบครัวคริสตชนที่มีความเชื่อศรัทธานำไปเลี้ยง โดยหญิงยวนใจ มอบให้ครอบครัวของนายสมัย-นางสีไว (บัวสี) ขำคำ ชาวท่าแร่ ส่วนเด็กหญิงพิสมัย ได้มอบให้ครอบครัวของยอแซฟ สีเมือง-เฮเลนา วิไล แถมสมดี ซึ่งเป็นครูคำสอนวัดนักบุญยอห์นบอสโก โคกสะอาด

หลักฐานศีลล้างบาปและบันทึกของพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์

เป็นอีกครั้งที่พี่น้องฝาแฝดที่คลานตามกันมาต้องแยกจากกัน ไปอยู่กับครอบครัวใหม่คนละที่ หลังจากต้องพลัดพรากจากแม่ผู้ให้กำเนิดและพวกพี่ ๆ ทั้งสี่ที่บ้านขัวก่าย ลำพังการกำพร้าบิดาก็เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากอยู่แล้ว แต่ยังต้องแยกจากแม่และครอบครัวด้วย อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางพายุร้ายแห่งชีวิตที่ต้องเผชิญตั้งแต่แบเบาะ พระเจ้าทรงดูแลเด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองให้เติบโตในครอบครัวคริสตชน

แผนการของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าความคิดคำนึงของมนุษย์เสมอ พระเจ้าทรงมีแผนการบางอย่างสำหรับเด็กหญิงยวนใจ ซึ่งบิดามารดาเลี้ยงได้นำไปรับศีลล้างบาปที่อาสนวิหารอัครเทเวดามีคาเอล ท่าแร่ เมื่อ 10 กรกฎาคม 1977 โดยคุณพ่อยอแซฟ วรวิทย์ เวียรชัย เป็นผู้ล้างบาปให้และได้นามนักบุญมารีอา ส่วนเด็กหญิงพิศมัยแฝดผู้น้องได้รับศีลล้างบาปที่วัดนักบุญยอห์นบอสโก โคกสะอาด

การได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตมาในบรรยากาศแบบคริสตชน ทำให้ทั้งสองเป็นคริสตชนที่มีความเชื่อศรัทธา และได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของตน โดยมองเห็นพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าผ่านทางบุคคลต่าง ๆ เมื่อมารีอา ยวนใจ โตเป็นสาว อายุราว 15 ปี ได้กลับไปที่บ้านขัวก่ายอีกครั้งเพื่อทำเรื่องย้ายจากครอบครัวเดิม นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับแม่ผู้ให้กำเนิดและพวกพี่ ๆ ซึ่งพี่คนโตเล่าให้ฟังว่า น้องยวนใจกับพิสมัยเกิดตรงกับวันปีใหม่ หลังจากเกิดได้สองเดือนบิดาได้เสียชีวิตและพลัดพรากจากกัน



         เมื่อถึงคราวมีครอบครัวมารีอา ยวนใจ ได้แต่งงานกับยอแซฟ สมคิด บุญเชิด ที่วัดแม่พระแห่งภูเขาการ์แมล ป่าพนาวัลย์ โดยพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ ผู้รับมอบและหาครอบครัวใหม่ให้เป็นผู้ประกอบพิธีศีลสมรสให้ ซึ่งพระคุณเจ้าได้บันทึกในทะเบียนศีลสมรสว่า “เนื่องจากเมื่อเกิดมาได้ประมาณ 2 เดือน บิดาตาย แม่ไม่สบาย เลี้ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นลูกแฝด จึงนำมาให้พระคุณเจ้าเกี้ยน ๆ ได้ให้นางสีไว ขำคำ ไปเลี้ยง”

นี่จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่แรกเริ่ม ยอแซฟ สมคิด กับ มารีอา ยวนใจ ได้ร่วมกันสร้างครอบครัวด้วยความเชื่อศรัทธา มีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน และตั้งใจเลี้ยงบุตรทั้งสองอย่างดีให้มีความเชื่อคริสตชนเช่นเดียวกับตน เมื่อบุตรชายโตขึ้น ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เข้าบ้านเณรแม่พระฟาติมาท่าแร่ โดยมีคุณพ่อยอแซฟ กมล เสมอพิทักษ์ เป็นผู้รับรอง

บุตรชายคนนี้คือสังฆานุกรยอห์น สิทธิศักดิ์ บุญเชิด ซึ่งจะได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2026 โดยพระอัครสังฆราชอันตน วีระเดช ใจเสรี โอกาสฉลองบ้านเณรแม่พระฟาติมาท่าแร่ พระเจ้าทรงเรียกแม่ของเขาจากบ้านขัวก่ายให้มาเป็นคริสตชน และทรงเลือกบุตรชายคนโตให้เป็นสงฆ์ข้ารับใช้ของพระเจ้าและพระศาสนจักร นี่คือแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้าโดยแท้







วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บทเรียนจากชาวสะมาเรีย

 

บทเรียนจากชาวสะมาเรีย

จันทร์

สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

กท 1:6-12

ลก 10:25-37

บทอ่านแรก นักบุญเปาโลเน้นย้ำว่า มนุษย์จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าได้ ด้วยความเชื่อและการวางใจในพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายนอก ข่าวดีไม่ได้มาจากความคิดของมนุษย์ แต่มาจากการเผยแสดงของพระเยซูเจ้า ใครที่บิดเบือนข่าวดีนี้เพื่อผลประโยชน์อื่น ถือว่าเป็นการหันหลังให้พระเจ้า ดังนั้นศิษย์พระคริสต์คือการยืนหยัดในความจริงของพระเจ้า แม้ว่าความจริงนั้นจะไม่เป็นที่ถูกใจ หรือได้รับการยอมรับจากสังคมรอบข้างก็ตาม

อุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี เป็นบทสรุปคำสอนในภาคปฏิบัติของพระเยซูเจ้าที่เกี่ยวข้องกับภาคปฏิบัติมากที่สุด ซึ่งมีแต่เฉพาะในพระวรสารนักบุญลูกาเท่านั้น และได้ตอบปัญหาของนักกฎหมาย “ใครเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า” คำตอบคือ “ใครก็ได้ที่ต้องการความช่วยเหลือ”  และได้ให้แนวปฏิบัติสำหรับคริสตชนหลายประการ ในการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ประการแรก เรามีหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าชายที่ถูกโจรปล้นจะประสบความเดือดร้อนเพราะความผิดพลาดของเขา เราเห็นชัดว่า เขาเป็นคนประมาท เดินทางคนเดียวโดยลำพังในเส้นทางที่รู้ดีอยู่แล้วว่าอันตราย ทำให้ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สะท้อนภาพความจริงแห่งชีวิตของเราแต่ละคนซึ่งเป็นคนบาป ผิดพลาดเป็นประจำ  บางครั้งความผิดพลาดนั้นหนัก “เกือบสิ้นชีวิต” ในสภาพเช่นนี้เราต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน

ประการที่สอง เราต้องช่วยเหลือคนเดือดร้อนก่อน เราเห็นสมณะมีใจจดจ่อกับการปฏิบัติหน้าที่ตามจารีตพิธีในพระวิหาร ถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดเรื่องการเป็นมลทิน จนลืมความต้องการของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ศาสนาสำหรับเขาเป็นแต่เพียงการถือปฏิบัติตามจารีตพิธีอย่างครบถ้วนไม่มีที่ติ แต่ขาดมิติของชีวิตในความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะคนเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนซึ่งอยู่ต่อหน้า

ประการที่สาม เราต้องช่วยเหลือคนเดือนร้อนแม้ต้องเสี่ยง ชาวเลวีไม่ยอมเสี่ยง เพราะเกรงว่า ตนเองจะติดร่างแหไปด้วย  หากหมอไม่ยอมช่วยคนไข้เพราะกลัวติดโรคย่อมไม่มีการรักษาเกิดขึ้น แต่หมอทั้งหลายยอมเสี่ยง เหตุผลหนึ่งที่เราไม่กล้าเสี่ยงเพราะไม่อยากเดือดร้อน คิดคำนวณดูแล้วไม่คุ้ม ทำให้เสียเวลา เสียงาน เสียอารมณ์ ประการสำคัญคือเสียเงิน  แต่พระเยซูเจ้าสอนว่า “อย่าชั่งน้ำหนัก อย่าคำนวณ แต่จงยอมแพ้ต่อความรัก”

ประการสุดท้าย บทเรียนจากชาวสะมาเรียซึ่งชาวยิวมองว่าเป็นคนบาป เขาได้ทำในสิ่งที่คนเคร่งศาสนา ชื่อเสียงดี มีเกียรติภูมิไม่ทำกัน เขาเป็นคนช่วยเหลือชายบาดเจ็บเกือบสิ้นชีวิต  เขาได้ทำในสิ่งที่ให้ชีวิต  เข้าไปหา ปลอบโยน พันแผลให้ ช่วยพยุงขึ้นหลังสัตว์ เป็นธุระจัดการเรื่องที่พัก และจัดหาคนดูแล เขาเป็นคนต่างถิ่นที่เดินทางตามลำพัง ไม่มีทรัพย์สินมาก แต่ “ตาของเขาช่างสังเกตและหัวใจของเขาเต้นในจังหวะเดียวกันกับหัวใจของพระเจ้า”

พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องบรรดาศิษย์ให้ทำอย่างชาวสะมาเรีย “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” (ลก 10:37) คำสั่งของพระองค์ต้องปลุกเร้าหัวใจเราให้ทำเช่นเดียวกัน ศิษย์พระคริสต์ต้องเลียนแบบชาวสะมาเรีย ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งกระแสเรียกด้วยดวงตาและหูที่เปิดกว้าง โดยมีเข็มทิศแห่งความเมตตาเป็นเครื่องนำทาง ยอมให้หัวใจของตนเต้นในจังหวะเดียวกันกับหัวใจของพระเจ้า เพื่อทำให้คน “เกือบสิ้นชีวิต” ที่เราพบได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

คุณพ่อขวัญ  ถิ่นวัลย์

ID LINE : dondaniele

วัดนักบุญยอแซฟ ดอนทอย-หนองสนุก, สกลนคร

4 ตุลาคม 2026

ที่มาภาพ : https://christian.art/wp-content/uploads/2022/02/luke-10-25-37-reflection-dan-burr.jpg