วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หน้าที่แห่งรักและรับใช้


หน้าที่แห่งรักและรับใช้
อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 29
เทศกาลธรรมดา
ปี B
อสย 53:10-11
ฮบ 4:14-16
มก 10:35-45
บทนำ
 ในระหว่างการปฏิวัติของสหรัฐอเมริกา ชายคนหนึ่งในชุดพลเรือนได้ขี่ม้าผ่านกองทหารที่กำลังวุ่นอยู่กับการเข็นรถม้าขึ้นจากการติดหล่ม ขณะที่หัวหน้าของพวกเขาเอาแต่ตะโกนสั่งการไม่ยอมช่วยเหลือ ชายแปลกหน้าซึ่งเห็นเหตุการณ์ได้ถามเจ้าหน้าที่คนนั้นว่าทำไมไม่ยอมช่วยอะไรเลย เจ้าหน้าที่คนนั้นยึดอกและตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “แกรู้หรือเปล่าว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นผู้กอง หัวหน้าของพวกมัน”
ชายแปลกหน้าได้ลงจากหลังม้าเดินไปช่วยทหารเหล่านั้นด้วยตนเอง เมื่อเสร็จงานได้หันมาพูดกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ท่านผู้กอง หากมีงานแบบนี้อีกและมีคนไม่พอ ช่วยแจ้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ผมจะมาและช่วยงานท่านอีก” ต่อมาภายหลังผู้กองขี้อวดคนนั้นได้รู้ว่าชายคนที่ช่วยกองทหารเขาวันนั้นคือ นายพลยอร์ช วอชิงตัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐอเมริกา
ยอร์ช วอชิงตัน เรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำเช่นนี้มาจากไหน พระวาจาของพระเยซูเจ้าที่เราได้ยินในพระวรสารวันนี้คือคำตอบ “ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ที่ปรารถนาจะเป็นคนที่หนึ่งในหมู่ท่าน ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน” (มก 10:43-44) ผู้กองหนุ่มได้บทเรียนล้ำค่าจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเขา ส่วนศิษย์พระคริสต์ได้บทเรียนแห่งการรับใช้จากผู้เป็นอาจารย์
1.       หน้าที่แห่งรักและรับใช้
พระวรสารวันนี้สะท้อนความปรารถนาแรงกล้าที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ พระเยซูเจ้าทรงตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็นครั้งที่สาม (มก 8:31, 9:31, 10:32) แต่ยากอบและยอห์นยังคิดว่าพระองค์จะเป็นผู้นำทางการเมือง พระแมสิยาห์สำหรับชาวยิวต้องเป็นกษัตริย์ที่ประทับบนบัลลังก์ของดาวิด เพื่อปกครองและรวมชาติอิสราแอลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาแน่ใจว่าการเดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็มของพระองค์เพื่อโค่นล้มผู้ปกครองชาวโรมัน ดังนั้นพวกเขาจึงหวังตำแหน่งซ้าย-ขวาในพระอาณาจักรของพระองค์
การกระทำของยากอบและยอห์นทำให้อัครสาวกที่เหลือโกรธเคือง พระเยซูเจ้าทรงเรียกพวกเขามารวมกัน และสอนบทเรียนเกี่ยวกับการเป็นผู้นำในพระอาณาจักรของพระองค์คือ หน้าที่แห่งรักและรับใช้ ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคำสอนและวิธีปฏิบัติของโลก “ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นคนที่หนึ่งในหมู่ท่าน ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน” (มก 10:43-44)
พระเยซูเจ้าทรงตรัสถึงพันธกิจของพระองค์ “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์” (มก 10:45) ทรงทำให้พันธกิจนี้สมบูรณ์ด้วยการรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และทรงท้าทายบรรดาศิษย์ในการรับใช้และมอบชีวิตของตนเพื่อผู้อื่น ความยิ่งใหญ่สำหรับพระองค์ไม่ใช่อยู่ที่ตำแหน่ง แต่อยู่ที่การรับใช้ซึ่งกันและกัน ตำแหน่งในพระอาณาจักรของพระองค์คือหน้าที่แห่งรักและรับใช้
2.       บทเรียนสำหรับเรา
พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ได้ให้บทเรียนสำคัญสำหรับเราหลายประการ ในการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ประการแรก เราต้องรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก เราถูกท้าทายให้มอบชีวิตของเราในการรับใช้ด้วยความรัก ปราศจากความเห็นแก่ตัว โดยเริ่มจากในบ้านและในที่ทำงานของเราก่อน เราสามารถเรียนรู้การรับใช้นี้ด้วยรอยยิ้มและการทักทายที่อบอุ่น ประการสำคัญ การรับใช้เป็นเครื่องหมายของการเป็นศิษย์แท้จริงของพระคริสตเจ้า
ประการที่สอง เราต้องรับใช้ด้วยความอดทน พระเยซูเจ้าได้เชื่อมโยงการรับใช้และความทุกข์ทรมานเข้าด้วยกัน เราไม่สามารถรับใช้ใครสักคนโดยที่เราไม่รู้สึกลำบากอะไร ความทุกข์ทรมานและการรับใช้ต้องไปด้วยกัน การรับใช้มีความหมายมากยิ่งขึ้นเมื่อเราได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระทรมานของพระเยซูเจ้า ประการสำคัญ เราต้องไวต่อความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่นที่อยู่รอบตัวเรา ใส่ใจต่อความต้องการของพวกเขามากกว่าความต้องการของเรา
ประการที่สาม เราต้องรับใช้ทุกคน พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้เรารับใช้ทุกคนโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนและต้องรับใช้โดยไม่คิดมูลค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนยากจนและคนทุกข์ยากเดือดร้อนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา การรับใช้ทุกคนเช่นนี้เท่านั้นที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังตัวอย่างนักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตาที่มอบตนเองเพื่อคนต่ำต้อยที่สุด ปฏิบัติต่อพวกเขาดุจพี่น้อง ดำเนินชีวิตใกล้ชิดและเป็นเหมือนพวกเขา
บทสรุป
พี่น้องที่รัก มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ขึ้นสู่ตำแหน่งแห่งอำนาจที่อยู่เหนือทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ศิษย์ของพระเยซูเจ้า แต่พระเยซูเจ้าได้ให้บทเรียนแก่บรรดาศิษย์รวมถึงเราแต่ละคน เพื่อจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ต้องเป็นคนรับใช้ เพื่อจะเป็นที่หนึ่งต้องรับใช้ทุกคน พระองค์มิได้เสด็จมาเพื่อให้คนอื่นรับใช้ แต่เพื่อรับใช้ผู้อื่นและมอบชีวิตของพระองค์เป็นสินไถ่มนุษย์ทั้งมวล
คริสตชนแต่ละคนต้องตอบรับการเรียกเพื่อรับใช้เช่นเดียวกับพระเยซูเจ้า ในการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายพระองค์ทรงมอบแบบอย่างแห่งการรับใช้ด้วยการล้างเท้าอัครสาวก และตรัสกับพวกเขาให้ทำเช่นเดียวกัน ศิษย์พระคริสต์ต้องถ่อมตัวเองลงรับใช้ผู้อื่น ตำแหน่งมิใช่เกียรติยศสำหรับตนเอง แต่คือหน้าที่แห่งรักและรับใช้ เราต้องรับใช้มากกว่าตั้งตนเป็นนาย เพราะชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่อุทิศตนรับใช้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
khuanthinwan@gmail.com
วัดแม่พระแจกจ่ายพระหรรษทาน ดอนม่วย, พรรณานิคม
19 ตุลาคม 2018
ที่มาภาพ: https://news.abs-cbn.com/overseas/03/30/18/pope-washes-prisoners-feet-in-easter-ritual

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น