วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระทรงบังเกิด โลกจงยินดี

วันที่ 25 ธันวาคม สมโภชพระคริสตสมภพ (มิสซากลางวัน)
อสย 52:7-10
ฮบ 1:1-6
ยน 1:1-8

บทนำ

ก่อนวันคริสต์มาส ช่างทำรองเท้าคนหนึ่งได้ภาวนาและได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า “ในวันคริสต์มาสองค์พระเจ้าจะเสด็จมาเยี่ยมท่านที่ร้าน” ช่างทำรองเท้ามีความยินดีมาก เขาเริ่มปัดกวาด ทำความสะอาดร้านเล็กๆ ของเขาโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อวันคริสต์มาสมาถึงเขาได้เตรียมอาหารกลางวันเผื่อองค์พระเจ้าที่จะเสด็จมาเยี่ยมด้วย วันนั้นจึงเป็นวันแห่งความยินดี เขาใส่เสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดที่เขามีอยู่

ทันใดนั้นผู้หญิงที่ชื่อเสียงไม่ดีคนหนึ่งได้เข้ามาในร้านของช่างทำรองเท้า เขาได้ต้อนรับหญิงคนนั้นอย่างดี พูดจากับเธออย่างสุภาพจนกระทั่งเธอจากไป ทิ้งให้เขาอยู่ตามลำพังอีกครั้ง ทำให้เขาจินตนาการเกี่ยวกับองค์พระเจ้าและถามตนเองว่า “พระเยซูเจ้ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ” ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เขาต้องสะดุ้งเมื่อมีคนเรียกชื่อเขา เป็นเสียงหญิงยากจนคนหนึ่งกับบุตรชายที่ดูท่าทางหิวโซ เขาต้อนรับสองแม่ลูกอย่างดี หาอาหารให้กินจนอิ่ม และให้รองเท้าคู่ใหม่เป็นของขวัญคริสต์มาส ถึงตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจว่าองค์พระเจ้าจะเสด็จมาบ้านเขาวันนี้หรือไม่

ยังคงมีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาที่ร้านของเขา ที่สุด ขี้เมาคนหนึ่งโผล่มาและตระโกนขอเหล้าดื่ม เขาเชื้อเชิญขี้เมาคนนั้นให้เข้าบ้าน พร้อมกับบอกว่า เขาไม่มีเหล้า แต่เชิญนั่งสักพักเพื่อดื่มน้ำเย็นและกินอาหารด้วยกัน ซึ่งเขาได้เตรียมไว้สำหรับแขกพิเศษวันนี้ เขารู้สึกยินดีที่ได้ต้อนรับทุกคน แต่รู้สึกผิดหวังที่องค์พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาตามที่ทรงสัญญาไว้ จนกระทั่งถึงเวลาภาวนาค่ำก่อนนอน เขาจึงถามพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่เสด็จมาวันนี้ ลูกคอยพระองค์ตลอดทั้งวัน” สักพักเขาได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า “แน่ทีเดียว เราได้มาที่ร้านของท่านวันนี้ ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่หลายครั้งตลอดทั้งวัน” คืนนั้น ช่างทำรองเท้าไปนอนด้วยความยินดีและเป็นสุข เพราะเขาได้เห็นและต้อนรับองค์พระเจ้า

1. ความชื่นชมยินดีของโลก

วันคริสต์มาสเป็นวันพิเศษที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์และเราแต่ละคน เป็นวันที่เราเฉลิมฉลองการบังเกิดของพระกุมารเยซู ซึ่งเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ที่เสด็จมาในโลกเพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์เกิดในสภาพที่ยากจนเข็ญใจ เพื่อแสดงถึงความนอบน้อมเชื่อฟังต่อพระประสงค์ของพระเจ้า ในการสร้างอาณาจักรของพระเจ้าในโลก ข่าวดีแห่งการบังเกิดของพระกุมารเยซูจึงเป็นความชื่นชมยินดีของโลกทั้งมวล

พระเยซูเจ้าทรงเลือกที่จะเสด็จมาหาเราในสภาพที่ขัดสนเพื่อสอนเราว่า พระองค์ทรงรักเราโดยไม่มีเงื่อนไข และต้องการที่จะแบ่งปันชีวิตของพระองค์กับเรา ทรงเป็นเหมือนเราทุกอย่างเว้นแต่บาป คริสต์มาสจึงเป็นวันฉลองแห่งความยินดี ความหวัง และสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ที่บอกทุกคนให้ทราบว่า พระผู้ไถ่โลกได้บังเกิดแล้ว

ดังนั้น ในวันนี้เราจึงทักทายกันด้วยคำอวยพรให้มีความสุข มีการแลกเปลี่ยนของขวัญและส่งบัตรอวยพร เป็นช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน อันเป็นความสุขแห่งความรักที่พระเจ้าได้แสดงให้เราเห็น ด้วยการส่งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์และประทับท่ามกลางเรา นี่คือ การแสดงความรักขั้นสูงสุดของพระเจ้าสำหรับเรา ทำให้โลกของเรามีความชื่นชมยินดี ความหวัง และสันติสุขอย่างเต็มเปี่ยม

2. ความยินดีสำหรับเรา

คริสต์มาสจึงเป็นวันที่เราตระหนักถึงความยินดีที่เปลี่ยนแปลงโลก เป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีที่เกิดจากการแบ่งปันความรักและการให้อภัย การบังเกิดของพระเยซูเจ้าเตือนใจเราว่า พระเจ้าไม่เคยลืมเรา พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา แต่ได้ทรงเสด็จมาเพื่อแบ่งปันข่าวดีแห่งความรัก ความหวัง และสันติสุข เราจะต้องเป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะที่กลับไปด้วยความรีบเร่งเพื่อแบ่งปันข่าวที่น่ายินดีที่พวกเขาได้ยิน

ในพระวรสารวันนี้ยอห์นได้บอกให้เราทราบว่า พระคริสต์เจ้าทรงเป็นแสงสว่างที่ส่องในความมืดและขจัดความขุ่นมัวให้หมดสิ้นไปจากใจเรา วันนี้เราจึงมาวอนขอพระองค์ได้เติมเต็มหัวใจของเราด้วยความรัก ความหวัง และสันติสุขในแบบเดียวกัน เพื่อเราจะเป็นพยานถึงพระองค์ในโลก ให้เรามองดูแม่พระที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจและไตร่ตรองออกมาในภาคปฏิบัติ ในความใส่ใจต่อความต้องการของผู้อื่น

ให้เราได้เดินในแสงสว่างของพระคริสต์เจ้า ด้วยการแบ่งปันความรักกับผู้อื่น ทำให้ความรักของพระเจ้าปรากฏเป็นจริงในชีวิตประจำวันของเรา เราสามารถสร้างความหวังในจิตใจของคนที่กำลังโดดเดี่ยวและสิ้นหวังได้ ผ่านทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของเรา ในการแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับผู้อื่น เป็นต้นคนที่ยากจนและต้องการความช่วยเหลือ เพื่อมอบเป็นความสุขและความยินดีสำหรับพวกเขาในโอกาสคริสต์มาส

บทสรุป

พี่น้องที่รัก การฉลองคริสต์มาสทุกปี เตือนใจเราถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์เจ้าทรงรับเอากาย ซึ่งจะต้องไม่ใช่การฉลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อสองพันปีก่อนและผ่านไป แต่พระเจ้าจะต้องรับเอากาย สามารถมองเห็นได้ และสามารถรับรู้ถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในตัวเราในทุกขณะของชีวิต ประการสำคัญ “แม้พระคริสต์เจ้าจะบังเกิดที่เบธเลเฮมเป็นพันครั้ง แต่จะไม่มีประโยชน์อะไรหากพระองค์ไม่ได้บังเกิดในใจของเรา” (Angelus Silesius)

ในโลกปัจจุบันมีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่มีที่พักอาศัยเหมือนพระกุมารเยซู พวกเขากำลังทุกข์ระทม สิ้นหวัง และถูกตัดขาดจากสังคม แต่โลกของเรามีที่สำหรับทุกคนเสมอ หากเราแต่ละคนเรียนรู้ที่จะให้และแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับผู้อื่น เราคริสตชนจึงไม่เพียงประดับไฟบนต้นคริสต์มาสหรือในบ้านของเราเท่านั้น แต่เราจะต้องเป็นไฟที่ส่องสว่าง และเป็นแสงแห่งความหวังสำหรับทุกคน

เหนือสิ่งอื่นใด คริสต์มาสหมายถึงจิตตารมย์แห่งความรัก เป็นเวลาที่ความรักของพระเจ้าและความรักเรามนุษย์ จะขจัดความเกลียดชังและความแตกแยกให้หมดสิ้นไป อีกทั้ง เป็นเวลาที่ความคิด กิจการ และชีวิตของเราประกาศถึงการประทับอยู่ของพระเจ้า “สันติสุขในโลกจะบังเกิดขึ้น เมื่อเราดำเนินชีวิตคริสต์มาสทุกวัน” (Helen Steiner Rice)

คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
danielkhuan@hotmail.com
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
23 ธันวาคม 2010

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น