วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันของพระเจ้าและวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

วันของพระเจ้าและวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
อาทิตย์
สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา
ปี C
มลค 4:1-2
2 ธส 3:7-12
ลก 21:5-19
บทนำ
โซเรน คิร์เคการ์ด นักปรัชญาชาวเดนมาร์กได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ณ โรงละครแห่งหนึ่งซึ่งกำลังทำการแสดงรายการต่าง ๆ แต่ละรายการ แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นที่ชื่นชอบและได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ชม ทันใดนั้นผู้กำกับการแสดงได้ปรากฏตัวบนเวที กล่าวขอโทษที่ต้องขึ้นมาขัดจังหวะ เขาประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ไฟกำลังไหม้โรงละครแห่งนี้ และขอร้องผู้ชมให้ออกจากโรงละครเดี๋ยวนี้
ผู้ชมต่างคิดว่า นี่คือมุขตลกแบบหักมุมที่ขบขันที่สุด พากันหัวเราะชอบใจดังลั่น ผู้กำกับได้อ้อนวอนผู้ชมอีกครั้งให้รีบออกจากอาคารที่กำลังไหม้ แต่ผู้ชมยังคงปรบมือกึกก้อง สุดท้ายไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะไฟได้โหมไหม้อาคารทั้งหลังปิดทางเข้าออกจนออกไม่ได้ และคิร์เคการ์ดสรุปว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า ชีวิตเราจะเผชิญกับหายนะรุนแรงดังผู้ชมที่กำลังส่งเสียงเชียร์เช่นกัน”
บทอ่านวันนี้เตือนเราถึงชะตากรรมในแบบเดียวกัน หากเราไม่เตรียมพร้อมเมื่อวันของพระเจ้ามาถึงในแบบที่คาดไม่ถึง ดังนั้น สัปดาห์ก่อนสุดท้ายของปีพิธีกรรม พระศาสนจักรเรียกร้องให้เราได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับวันของพระเจ้า การสิ้นสุดของโลก และวาระสุดท้ายของมนุษย์แต่ละคน เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ไม่มีใครทราบว่า เมื่อไหร่ เวลาใด แต่ที่เรารู้อย่างแน่นอนคือวาระสุดท้ายของเราในโลกสิ้นสุดลงทันทีเมื่อเราจบชีวิต
1.        วันของพระเจ้าและวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
ประกาศกมาลาคีเห็นความอยุติธรรมในสังคมและได้พูดถึง “วันของพระเจ้า” ซึ่งเป็นวันที่พระยุติธรรมของพระเจ้าฉายแสง เป็นความหวังสำหรับผู้ถูกกดขี่และถูกเอารัดเอาเปรียบ ที่สุด พวกเขาจะได้รับความยุติธรรมจากพระเจ้าเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง  เป็นการให้กำลังใจผู้กำลังทนทุกข์ให้มีกำลังใจและความหวัง ภายหลังได้ประยุกต์ความคิดนี้กับ “การเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูเจ้า” ผู้ทรงเป็นดวงอาทิตย์แห่งความยุติธรรม ตามความเชื่อที่เราประกาศทุกอาทิตย์ “พระองค์จะเสด็จมาอีกด้วยพระสิริรุ่งโรจน์ เพื่อพิพากษาผู้เป็นและผู้ตาย”
นักบุญเปาโลและคริสตชนในระยะเริ่มแรกเข้าใจว่า วันของพระเจ้าและการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูเจ้าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า บางคนจึงอยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่ทำอะไร นักบุญเปาโลได้เตือนไม่ให้ตื่นตระหนก แต่ให้ทำงานอย่างสงบ ทำให้โลกนี้เป็นบ้านน่าอยู่สำหรับตนเองและเพื่อนมนุษย์ เหมือนท่านทำเป็นตัวอย่าง ไม่ยอมเป็นภาระแก่ใคร และได้กำชับว่า “ถ้าผู้ใดไม่อยากทำงานก็อย่ากิน” (2 ธส 3:10) เพราะมีบางคนไม่ยอมทำอะไร แต่ชอบไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
พระเยซูเจ้าทรงสอนถึงการสิ้นสุดของโลกและวาระสุดท้ายของมนุษย์ ทรงโยงไปถึงการล่มสลายของพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม ทรงเห็นภาพล่วงหน้าถึงจุดจบน่าอนาถ พระองค์ไม่ทรงต้องการให้เรากังวลถึงการสิ้นสุดของโลก แต่ทรงสอนให้เตรียมตัวไปถึงเวลานั้นด้วยความเชื่อและความซื่อสัตย์ ทรงให้ความมั่นใจว่า พระองค์จะอยู่กับเราตลอดไป (มธ 28:20) แม้ร่างกายต้องถึงจุดจบในรูปแบบต่างกัน แต่ความเชื่อและความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้านำวิญญาณไปสู่ความรอด
2.        บทเรียนสำหรับเรา
พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ได้ให้บทเรียนสำคัญสำหรับเราหลายประการ ในการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ประการแรก เราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เราไม่ทราบว่า วันของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อไหร่ อีกทั้งไม่รู้วันตายของเราด้วย แต่เราแน่ใจว่า วันสิ้นโลกจะมาถึงอย่างแน่นอน ในการเผชิญหน้ากับวันของพระเจ้าและความตาย เราต้องดำเนินชีวิตในความรักไม่เห็นแก่ตัว ความเมตตากรุณา ความเห็นอกเห็นใจและการให้อภัยไม่สิ้นสุด ตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเราในเพื่อนมนุษย์ และพิจารณามโนธรรมของตนทุกวัน
ประการที่สอง เราต้องทำหน้าที่ประจำวันให้ดีที่สุด ชาวอเมริกันมีสุภาษิตบทหนึ่งว่า เขาตายในสภาพสวมรองเท้าบูท” (He died with his boots on.) นั่นหมายความว่า บุคคลนั้นตายขณะกำลังทำหน้าที่ เขาได้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าจนถึงวาระสุดท้ายในโลก ให้เราได้คิดถึงพระดำรัสของพระเยซูเจ้า “จงรักซึ่งกันและกัน” “จงมีความเมตตากรุณาเหมือนที่พระบิดาทรงมี” “จงให้อภัยซึ่งกันและกันด้วยใจกว้าง” นี่คือ การวางแผนตายตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้า
ประการที่สาม เราต้องไม่กลัววาระสุดท้ายแห่งชีวิต หากเราได้ดำเนินชีวิตอย่างชื่อสัตย์และทำหน้าที่ของตนอย่างดีและรับผิดชอบ เราต้องไม่ตื่นตระหนกเพราะพระเจ้าทรงพิพากษาด้วยความเมตตากรุณา นักบุญเปาโลบอกเราว่า “ถ้าเราตายพร้อมกับพระคริสตเจ้าแล้ว เราก็จะมีชีวิตพร้อมกับพระองค์ด้วย” (รม 6:8) สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือการเป็นพยานถึงความเชื่อคริสตชน แม้ในห้วงเวลาของความทุกข์ รักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้าด้วยความเพียรทน
บทสรุป
พี่น้องที่รัก เป็นความจริงว่า วันของพระเจ้าต้องมาถึง โลกจะถึงกาลอวสานในวันหนึ่ง ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้วันเวลาชัดเจน สิ่งที่เราควรทำคือใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สำหรับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ เชื่อวางใจในพระเมตตาและคำสัญญาแห่งรักของพระเยซูเจ้า ผู้ได้สิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายเพื่อเรา ประการสำคัญ เราต้องไม่กลัวและกังวลใจถึงอนาคต แต่ต้องใส่ใจในปัจจุบัน ขณะนี้ และเวลานี้
นักบุญเปาโลได้เตือนชาวเธสะโลนิกาและเราแต่ละคน ให้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ รับผิดชอบต่อผู้อื่น ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำงาน หรือชอบไปยุ่งเรื่องของคนอื่น สำหรับคนเชื่อในพระเจ้าเวลาปัจจุบันคือช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิต ศิษย์พระคริสต์ต้องเตรียมเผชิญวันของพระเจ้าและวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ด้วยความรักและการรับใช้พระเจ้าในเพื่อนมนุษย์ วางใจพระเจ้า และเพียรทนจนถึงวาระสุดท้าย
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
khuanthinwan@gmail.com
วัดแม่พระแจกจ่ายพระหรรษทาน ดอนม่วย, สกลนคร
16 พฤศจิกายน 2019
ภาพ : พิธีปลงศพ, สุสานวัดอัครเทวดามีคาแอลท่าแร่, สกลนคร; 2022-11-11

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น