วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ดาหลัด เมืองวิมานในฝัน


เวียดนามภาคใต้
(บันทึกการเดินทางไปแสวงบุญเวียดนามใต้ 27-31 กรกฎาคม 2015)
4.         ดาหลัด เมืองวิมานในฝัน
ถ้าถามคนเวียดนามว่า เมืองใดของเวียดนามที่น่าเที่ยวมากที่สุดสำหรับคนหนุ่มสาวหรือคู่รักที่เพิ่งจะครองรักกันใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เมืองดาหลัด โดยเฉพาะคู่แต่งงานที่ต้องการไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หรือต้องการสถานที่และบรรยากาศที่โรแมนติกที่สุด เพื่อเติมเต็มความรักให้เบ่งบานยิ่งขึ้นแล้วละก็ เมืองนี้ใช่เลย น่าจะเป็นเมืองวิมานในฝันสำหรับคู่รักทั้งหลาย ที่อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต
ดาหลัด เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีทัศนียภาพที่สวยงามแตกต่างจากเมืองอื่นในเวียดนาม จึงไม่แปลกที่ดาหลัดเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ที่มักหนีความร้อนอบอ้าวมาพักผ่อนที่เมืองนี้ จนได้ชื่อว่า ปารีสน้อย (Le Petit Paris)”, เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์ (City of Eternal Spring)”, เมืองแห่งความรัก (City of Love)”, รวมถึง เมืองแห่งดอกไม้ เนื่องจากเป็นแหล่งที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับและผักที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม


ดาหลัด ตั้งอยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 310 กิโลเมตร ในช่วงสงครามไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายเดินทางมาดาหลัดเพื่อพักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจมากกว่า หรือหาข่าวฝ่ายตรงข้าม ต่างจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ดาหลัดจึงยังคงรักษาสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งคฤหาสน์และอาคารรัฐบาลสไตล์ฝรั่งเศส ถือเป็นเมืองตากอากาศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิ อาสนวิหารดาหลัด สวนพฤกษชาติ น้ำตกดาตัลลา ตำหนักฤดูร้อนของพระเจ้าเบาได๋ หุบเขาแห่งความรักฯลฯ
 
อาสนวิหารดาหลัด คณะของเราเริ่มต้นเช้าวันใหม่วันที่สาม (29 กรกฎาคม 2015) ด้วยพิธีบูชาขอบพระคุณ ณ อาสนวิหารดาหลัด เพื่อเป็นการขอบคุณและขอพรจากพระเจ้าก่อนจะเริ่มภารกิจของวันนี้ อาสนวิหารแห่งนี้รู้จักกันดีในชื่อ “โบสถ์ไก่” เนื่องจากบนหลังคามีกังหันจับทิศทางลมรูปไก่ติดอยู่ สร้างในช่วงปี ค.ศ. 1931-1942 (พ.ศ. 2474-2485) นับเป็นโบสถ์หลังแรกและเก่าแก่ที่สุดของเมืองดาหลัด มีหอระฆังสูงตระหง่านมองเห็นได้จากระยะไกล
ภายในอาสนวิหารสูงโปร่งและสวยงาม โดยเฉพาะรูปเสาที่รองรับฐานโค้งของโครงหลังคาทั้งสองข้าง มีหน้าต่างเป็นกระจกสีรูปนักบุญต่างๆ ฝีมือหลุยส์ บาลเมต์ แห่งเมืองเกรอะน๊อบ ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นศูนย์กลางของคริสตชนเวียดนามในดาหลัดและชาวฝรั่งเศสที่มาตากอากาศ ตรงข้ามกลางถนนซึ่งเป็นสามแยก มีรูปแกะสลักพระเยซูเจ้านายชุมพาบาลที่ดี ยืนอุ้มแกะหันหน้ามายังอาสนวิหาร
สวนพฤกษชาติดาหลัด ถือเป็นแหล่งพักผ่อนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในเมืองดาหลัด ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งดอกไม้ เนื่องจากมีไม้ดอกหลากสีนานาพันธุ์กว่า 300 ชนิด ที่อวดโฉม รูปทรงและสีสันแปลกตา ทั้งจากดาหลัดเอง ภูมิภาคอื่นของเวียดนาม และจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพืชเมืองหนาว เนื่องจากดาหลัดมีอุณหภูมิที่เย็นตลอดปี  เหมาะสำหรับการปลูกพืชทุกชนิด
ในสวนพฤษชาติดาหลัด มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต มีการจัดสวนหย่อม โรงเรือน ซุ้มไม้ดอกไม้ประดับ และประติมากรรมสัมฤทธิ์สำหรับถ่ายรูปมากมาย สำหรับคนที่ชื่นชอบดอกไม้และการถ่ายรูป คงเต็มอิ่มกับการหามุมสวยๆ เพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ไกด์บอกพวกเราว่าช่วงนี้เป็นหน้าฝน ดอกไม้จึงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ หากเรามาช่วงหน้าหนาวดอกไม้จะสวยงามมากกว่านี้


         น้ำตกดาตัลลา อยู่ทางใต้ของดาหลัดราว 5 กิโลเมตร ถือเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในดาหลัด แต่ที่โดดเด่นคือบริการรถรางขนาด 2 ที่นั่งสำหรับนั่งไปชมน้ำตก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและเก๋ไก๋ไปอีกแบบ เจ้ารถรางที่ว่านี้ขับไม่ยาก เพียงแค่โยกคันบังคับไปข้างหน้าสำหรับเร่งความเร็วและโยกมาหลังสำหรับเบรก แต่ขากลับรถจะถูกดึงกลับด้วยระบบราง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยบริหารและสามารถสื่อสารบอกวิธีการใช้เป็นภาษาไทยได้

อีกทั้ง ยังมีกระเช้าไฟฟ้านำนักท่องเที่ยวถึงบริเวณน้ำตกโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องชมว่าเวียดนามก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมากในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ประเทศของเรามีแหล่งท่องเที่ยงทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่งกว่ามากมาย แต่ไม่สามารถจัดสร้างระบบขนส่งที่อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปชมได้ จากนั้นได้รับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารบริเวณทางลงน้ำตก
ตอนบ่ายคณะของเราเริ่มด้วยการไปนั่งกระเช้าไฟฟ้า เพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองดาหลัดจากมุมสูง สามารถมองเห็นตัวเมือง โรงเรือนปลูกพืชผัก ทะเลสาบ ป่าสนเขาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหมอกตามยอดเขาและทิวสน เป็นภาพที่สวยงามมาก ก่อนจะเดินทางต่อไปชมพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าเบาได๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม
ตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดิเบาได๋ สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1933-1938 (พ.ศ. 2476-2481)  โดยใช้วัสดุจากฝรั่งเศสและเวียดนามภาคกลาง ภายในประกอบด้วยห้องต่างๆ ทั้งห้องประชุม ห้องทรงงาน ห้องบรรทม ห้องโถง ฯลฯ รวม 26 ห้อง ปัจจุบัน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ยังคงเก็บรักษาของเดิมไว้ มีเพียงห้องถ่ายภาพที่เพิ่มขึ้นมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สวมชุดราชวงศ์ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก


หุบเขาแห่งความรัก อยู่ห่างจากตัวเมืองดาหลัดไปทางเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหุบเขาที่ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนและทิวสน ถือเป็นจุดหมายปลายทางของคู่รักหรือคู่แต่งงานที่มาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์และเติมความรักให้เต็มล้นที่นี่ พื้นที่ของหุบเขาแห่งความรักแบ่งออกเป็น 9 โซน โซนแรกเป็นสวนดอกไม้ รูปสลักหินอ่อน เสาหิน ร้านอาหาร ร้านเช่าชุดถ่ายรูปและสวนสนุก ดูไม่ต่างจากสวนพฤกษชาติดาหลัดเท่าไรนัก
ที่เด่นสุดคือ จุดสูงสุดของหุบเขานี้ ซึ่งจัดเป็นสวนเอเดน มีรูปอาดัมเอวา เสาหินที่ตกแต่งอย่างสวยงาม พร้อมทั้งมีร้านจำหน่ายและแสดงงานฝีมือ ทั้งงานแกะสลักไม้และงานแกะสลักอัญมณีล้ำค่ารูปนกยูงและมังกร ที่ทำจากทองแดง เงิน ทองคำ และเพชรพลอยฝีมือช่างคนไทย จากนั้นคณะของเราได้เดินทางกลับเพื่อรับประทานอาหารเย็นและกลับโรงแรมที่พัก แต่บางท่านถือโอกาสไปเดินตลาดราตรี เพื่อหาซื้อสิ่งของที่สนใจและต้องการ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจของวันนี้
Don Daniele        เรื่อง/ภาพ
Du Parc Hotel, Dalat City, VIETNAM
July 29, 2015

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น