วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กษัตริย์ที่ปกครองด้วยความรัก


กษัตริย์ที่ปกครองด้วยความรัก

วันอาทิตย์
พระคริสตเจ้ากษัตริย์แห่งสากลและจักรวาล
ปี B
ดนล 7:13-14
วว 1:5-8
ยน 18:33-37

บทนำ

ซอเรน คิเคการ์ด (Soren Kierkegaard: 1813-1855) นักเทววิทยาและนักปรัชญาชาวเดนมาร์ก ได้เขียนเรื่องหนึ่งในหนังสือของท่าน เป็นเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ที่ตกหลุมรักหญิงสามัญชนลูกชาวนาคนหนึ่ง กษัตริย์ทราบดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะอภิเษกสมรสกับหญิงสาวลูกชาวบ้าน โดยธรรมเนียมราชประเพณีกษัตริย์จะอภิเษกสมรสกับเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือสตรีที่สูงศักดิ์เท่านั้น แต่กษัตริย์พระองค์นี้ทรงอำนาจมาก ทรงรู้ว่าสามารถทำได้และรู้ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา หากพระองค์อภิเษกสมรสกับหญิงสาวลูกชาวนาและยังคงอยู่ในตำแหน่งกษัตริย์ก็จะเกิดปัญหาตามมา แน่นอนว่าหญิงสาวจะยกย่องเทิดทูนพระองค์เสมอ แต่ไม่ได้รักพระองค์จริงๆ จะเกิดช่องว่างใหญ่เมื่อเธอตระหนักถึงความจริงที่ว่าเธอเป็นเพียงลูกชาวนาต่ำต้อย ดังนั้น กษัตริย์จึงคิดแผนการใหม่ พระองค์ตัดสินพระทัยที่จะสละราชสมบัติเพื่อเป็นชาวนาที่ต่ำต้อย จะได้แต่งงานกับเธอในฐานะที่เท่าเสมอกัน แต่เมื่อคิดดูดีๆ หากพระองค์ทำตามแผนการนี้ย่อมเกิดผลตรงข้าม พระองค์จะต้องสูญเสียทั้งตำแหน่งกษัตริย์และหญิงคนรัก เพราะเธอคงปฏิเสธพระองค์และคิดว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี กษัตริย์ควรจะทำเช่นไร

ที่สุด กษัตริย์ทรงตัดสินพระทัยว่าพระองค์ทรงรักหญิงคนนี้มาก พระองค์จะต้องเสี่ยงและทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ความรักแท้ระหว่างพระองค์กับหญิงคนรักเป็นไปได้ คิเคการ์ดไม่ได้เขียนต่อว่าเรื่องนี้จบอย่างไร ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก จุดสำคัญของเรื่องนี้คือความรักยิ่งใหญ่ที่กษัตริย์มีต่อหญิงสาวลูกชาวนา ถึงขนาดยอมถ่อมพระองค์และสละได้แม้ราชบัลลังก์ และ ประการที่สอง เรื่องนี้ไม่มีตอนจบ แต่ยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราแต่ละคน กษัตริย์ในเรื่องนี้คือพระเจ้า และหญิงสาวลูกชาวนาคือเราแต่ละคน

ในสัปดาห์สุดท้ายของปีพิธีกรรม พระศาสนจักรให้เราสมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล การเฉลิมฉลองนี้แสดงถึงอำนาจของพระคริสตเจ้าในฐานะกษัตริย์และพระเจ้าแห่งจักรวาล อีกทั้งช่วยเราให้มองไปสู่อนาคตและเป้าหมายสูงสุดของเรา เมื่อพระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอย่างรุ่งโรจน์เพื่อพิพากษาครั้งสุดท้าย และประทานรางวัลหรือการลงโทษแก่เราแต่ละคน การสมโภชนี้เกิดในพระศาสนจักรในปี ค.ศ. 1925 โดยพระสันตะปาปาปีอุสที่ 11 เพื่อช่วยเราให้รำพึงถึงพระคริสตเจ้าผู้เป็นองค์พระเจ้าและกษัตริย์ของเรา การเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง การพิพากษาครั้งสุดท้ายและวาระสุดท้ายของโลก

1.           กษัตริย์ที่ปกครองด้วยความรัก

เมื่อพูดถึงกษัตริย์เรามักจะมองที่ความยิ่งใหญ่ มีอำนาจบารมีมากและอยู่เหนือคนอื่น ทุกคนต้องเกรงกลัวและคอยปรนนิบัติรับใช้ ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูเจ้าแตกต่างจากบรรดากษัตริย์เหล่านี้ พระองค์ไม่มีข้าทาสบริวาร ไม่มีวังที่ประทับ ไม่มีคทาที่แสดงถึงการเป็นกษัตริย์ ในทางกลับกัน พระองค์มีมงกุฎหนามสวมพระเศียร ร่างกายเปลือยเปล่า พระพักตร์ชุ่มไปด้วยเลือด ถูกทิ้งให้อยู่โดยลำพัง (คนที่เคยติดตามพระองค์ต่างหนีเอาตัวรอด) ถูกสบประมาทและเยาะเย้ยจากผู้นำชาวยิวและทหาร

พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองด้วยความรัก บทบัญญัติที่ใช้ปกครองในอาณาจักรของพระองค์มีเพียงประการเดียวคือ บทบัญญัติแห่งความรัก “เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด” (ยน 13:34) “นี่คือบทบัญญัติของเราให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน” (ยน 15:12) ความรักของพระองค์เป็นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวและไม่มีเงื่อนไข รักทุกคนโดยไม่แบ่งแยก เมตตาสงสารและให้อภัยเสมอ

ในพระวรสารวันนี้ ระหว่างการไต่สวนต่อหน้าปิลาต ผู้ว่าราชการ พระเยซูเจ้าทรงทำให้ความเป็นกษัตริย์ของพระองค์กระจ่างชัดยิ่งขึ้น ในการสนทนากับปิลาต พระองค์ได้บอกเป็นนัยว่าปิลาตไม่เข้าใจความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ ทรงยอมรับว่าเป็นกษัตริย์ แต่อาณาจักรของพระองค์มิใช่ในโลกนี้ อาณาจักรของพระองค์เป็นอาณาจักรแห่งความรัก การรับใช้ การให้อภัยและความยุติธรรม ดังนั้น เมื่อเราฉลองความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ จึงมิใช่ในฐานะผู้ปกครองที่กดขี่และอยู่เหนือคนอื่น แต่ในฐานะองค์แห่งความรัก ที่รัก รับใช้และให้อภัยโดยยอมตายเพื่อทุกคนบนไม้กางเขน

2.           บทเรียนสำหรับเรา

พระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ให้บทเรียนที่สำคัญสำหรับเราคริสตชนในการดำเนินชีวิตหลายประการ

ประการแรก เราต้องอุทิศตนต่อพระคริสตเจ้ากษัตริย์ของเรา ในการสมโภชนี้ เราต้องระลึกถึงความจริงที่ว่าพระองค์จะไม่ใช่กษัตริย์ของเรา หากเราไม่ฟังพระองค์ ไม่รักพระองค์ ไม่รับใช้พระองค์และไม่ติดตามพระองค์ เราจะเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรของพระองค์ก็ต่อเมื่อเราพยายามที่จะติดตามพระองค์ พยายามที่จะดำเนินชีวิตตามจิตตารมย์พระวรสารให้ปรากฏเป็นจริงในชีวิตของเรา เราต้องพร้อมที่จะเลียนแบบจิตใจที่สุภาพถ่อมตนของพระองค์

ประการที่สอง เราจะต้องให้พระคริสตเจ้ามีอำนาจเหนือชีวิตของเรา การสมโภชวันนี้เตือนใจเราว่า พระคริสตเจ้าจะต้องครอบครองชีวิตของเรา ให้พระองค์มีอำนาจเหนือร่างกาย ความคิด จิตใจและน้ำใจของเรา ผู้ที่ดำเนินชีวิตในพระอาณาจักรของพระองค์คือผู้ที่กล่าวว่า “พระอาณาจักรจงมาถึง พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์” ให้เราพยายามที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ มากกว่าน้ำใจของเรา

ประการที่สาม เราต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งความรักของพระคริสตเจ้า ประชากรแห่งอาณาจักรของพระคริสตเจ้าได้รับการคาดหวังให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งความรักของพระองค์ “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังความสามารถ... ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์รักตนเอง” (มก 12:30-31) เราถูกเรียกร้องให้รักตามมาตรฐานเดียวกับพระองค์ ด้วยการเสียสละแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับเพื่อนพี่น้องที่เดือนร้อนและต้องการความช่วยเหลือ

บทสรุป

พี่น้องที่รัก ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูเจ้าแตกต่างจากบรรดากษัตริย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักแม้กระทั่งศัตรู ทรงเป็นกษัตริย์ที่รับใช้และมอบชีวิตเพื่อคนอื่น มิใช่ให้คนอื่นรับใช้ และทรงเป็นกษัตริย์ที่ให้อภัยเสมอ ให้อภัยแม้คนที่ประหารพระองค์ อาณาจักรของพระองค์จึงเป็นอาณาจักรแห่งความรัก การรับใช้และให้อภัย ดังนั้น ทุกครั้งที่เรารัก รับใช้และให้อภัย เราก็ทำให้อาณาจักรของพระองค์ปรากฏเป็นจริงขึ้นในโลก

ขอให้พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งชีวิตของเราและครอบครองตัวเรา เพื่อเราจะสามารถทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการฟังพระองค์ รักพระองค์ รับใช้พระองค์และและติดตามพระองค์ เพื่อทำให้อาณาจักรของพระองค์ปรากฏเป็นจริงในครอบครัว หมู่คณะ (หมู่บ้าน) และโลกของเรา ทั้งนี้เพราะที่ไหนที่พระเจ้าทรงปกครอง ที่นั่นจะมีแต่ความยุติธรรม ความรักและสันติสุข ดังนั้น ขอให้เราได้ดำเนินชีวิตเป็นพลเมืองที่ดีในอาณาจักรของพระองค์ ในการรัก แบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยใจกว้าง

คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
danielkhuan@hotmail.com
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
23 พฤศจิกายน 2012

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น