วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเผยแสดงของพระเจ้า


การเผยแสดงของพระเจ้า

วันอาทิตย์
สัปดาห์ที่ 2 ปี C
เทศกาลมหาพรต
ปฐก 15:5-12, 17-18
ฟป 3:20-4:1
ลก 9:28-36

บทนำ

เวลาเป็นเด็กเรามีความตื่นเต้นดีใจในการศึกษาวงจรชีวิตของผีเสื้อ ซึ่งแตกต่างจากบรรดาแมลงชนิดอื่นทั้งหลาย ผีเสื้อมีวงจรชีวิต 4 ระยะ ได้แก่ ระยะไข่ (Egg Stage) ระยะหนอนหรือบุ้ง (Caterpillar Stage) ระยะดักแด้ (Chrysalis Stage) และระยะเจริญวัย (Adult Butterfly Stage) โดยเฉพาะขั้นตอนการเปลี่ยนจากตัวหนอนเป็นดักแด้ ที่ต้องอยู่ภายในเปลือกดักแด้ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่การพัฒนาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นระยะของการสะสมอาหารก่อนจะดันตัวออกมาจากรังดักแด้ กลายเป็นผีเสื้อที่มีสีสันสวยงาม หลายหลากสี

เทศกาลมหาพรต เป็นช่วงเวลาของการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนตลอด 40 วันเหมือนหนอนผีเสื้ออยู่ในดักแด้ เพื่อการกลับใจมาหาพระเจ้า มหาพรตก็คือ “มาหาพระ” ละทิ้งชีวิตเก่าที่ไม่ดีไม่งามต่างๆ หันกลับมาหาพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง ผ่านทางการภาวนา (ปฏิบัติกิจศรัทธาเป็นพิเศษ) การพลีกรรมใช้โทษบาป (ลด ละ เลิก สิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่างๆ) และการทำบุญให้ทาน (ปฏิบัติกิจเมตตาเป็นพิเศษ) เพื่อทำให้ชีวิตคริสตชนของเราเติบโตและพร้อมที่จะกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้า

พระวาจาของพระเจ้าในอาทิตย์นี้ได้พูดถึงการเผยแสดงของพระเจ้า ต่อประชากรอิสราแอลที่พระองค์ทรงเลือกสรร โดยทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมและบุตรหลานของท่านว่า จะมอบแผ่นดินพันธสัญญาที่อุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งและจะให้เป็นชนชาติใหญ่ดั่งดวงดาวบนท้องฟ้า และอับราฮัมตอบสนองพันธสัญญานี้ที่เรียกร้องความรักและความซื่อสัตย์ ด้วยความเชื่อและความวางใจในพระเจ้า อับราฮัมจึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อ นี่คือจุดเริ่มต้นการเผยแสดงของพระเจ้าต่อมนุษยชาติ โดยมีอับราฮัมและประชากรอิสราแอลเป็นตัวแทน และการเผยแสดงนี้บรรลุถึงความสมบูรณ์ในองค์พระเยซูเจ้า ที่ทรงรับเอากายบังเกิดเป็นมนุษย์

1.           การเผยแสดงของพระเจ้า

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเผยแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นบุตรสุดที่รักของพระบิดา ซึ่งเป็นการแสดงให้อัครสาวกเปโตร ยากอบและยอห์นได้เห็นและเป็นพยานถึงความยิ่งใหญ่และพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากพระองค์ได้ตรัสทำนายถึงพระทรมานของพระองค์เป็นครั้งแรก บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานเป็นอันมาก... และจะถูกประหารชีวิต แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม (ลก 9:22) พระองค์ทรงเลือกหนทางแห่ง “ไม้กางเขน” เพื่อนำพามนุษย์กลับไปหาพระบิดาเจ้า และการประจักษ์พระวรกายบนภูเขาทาบอร์ คือภาพล่วงหน้าของเหตุการณ์บนไม้กางเขน และพระสิริรุ่งโรจน์ที่มนุษย์จะได้รับหลังจากผ่านหนทางแห่งไม้กางเขน

เป้าหมายของพระเยซูเจ้าในการเผยแสดงพระองค์ให้อัครสาวกที่ทรงเลือกทั้งสาม เพื่อยืนยันถึงแผนการของพระบิดาเจ้าสวรรค์ ที่ทรงมอบบุตรสุดที่รักของพระองค์ให้รับทนทรมาน สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ อีกทั้ง ทรงประสงค์ให้สาวกของพระองค์ได้รับรู้ถึงสภาวะพระเจ้าของพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้ละทิ้งความทะเยอทะยานฝ่ายโลก ตามความคิดฝันของพวกเขาที่มองว่าพระผู้ไถ่จะต้องเป็นผู้นำทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อทำให้พวกเขาได้มีความเข้มแข็งในยามที่ต้องเผชิญกับการทดลอง

เกิดอะไรขึ้นบนภูเขาทาบอร์ นอกจากพระพักตร์เปลี่ยนไปและฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้าแล้ว ลูกาเล่าว่า บุรุษสองคนคือโมเสสและประกาศกเอลียาห์มาสนทนากับพระองค์ (ลก 9:30) โมเสสเป็นผู้ก่อตั้งชาติอิสราเอลและเป็นผู้บัญญัติกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่วนเอลียาห์เป็นประกาศกองค์แรกที่ชาวอิสราเอลถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน สองผู้ยิ่งใหญ่มาสนทนากับพระองค์ เนื้อหาของการสนทนาคือเรื่อง การจากไปของพระองค์ที่กำลังจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม (ลก 9:31) นั่นคือ ความตายบนไม้กางเขน

2.           บทเรียนสำหรับเรา

พระวาจาของพระเจ้าในสัปดาห์นี้ ได้ให้บทเรียนและแนวปฎิบัติสำหรับเราคริสตชนในการดำเนินชีวิตหลายประการ

ประการแรก เราต้องเชื่อและวางใจในพระเจ้าเช่นเดียวกับอับราฮัม ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมและบุตรหลานของท่าน และอับราฮัมได้ตอบสนองพันธสัญญานี้ด้วยความเชื่อและความวางใจในพระเจ้า อับราฮัมจึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อ ผู้เป็นแบบอย่างสำหรับเราคริสตชนในปัจจุบัน

ประการที่สอง เราต้องแบกไม้กางเขนและฟังเสียงของพระเยซูเจ้า โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เราอยู่ในความทุกข์และสิ้นหวัง ให้เราได้มอบความอยากลำบากทุกอย่างและการพลีกรรมใช้โทษบาปตลอดเทศกาลมหาพรตนี้ เพื่อร่วมในพระมหาทรมานของพระองค์ เพื่อเราจะได้กลับคืนชีพและมีส่วนในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ ประการสำคัญ เราต้องฟังเสียงของพระองค์ที่ตรัสกับเราผ่านทางพระวาจาที่เราได้ยินได้ฟัง และบุคคลต่างๆ ที่ตักเตือนเรา

ประการที่สาม เราต้องตั้งใจร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณอย่างดี พิธีมิสซาคือบ่อเกิดแห่งความเข้มแข็ง ที่พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนปังและเหล้าองุ่นให้กลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังสำหรับศิษย์ของพระองค์ ให้สามารถเอาชนะการทดลองและฟื้นฟูชีวิตของตนตลอดเทศกาลมหาพรต ศีลมหาสนิทที่เรารับจะต้องเปลี่ยนชีวิตและจิตใจของเราให้กลายเป็นเครื่องมือที่ดีของพระเจ้า ในการรัก รับใช้และให้อภัยซึ่งกันและกัน ด้วยความสุภาพ อ่อนโยนและปราศจากความเห็นแก่ตัว

บทสรุป

พี่น้องที่รัก ให้เราทำตามพระสุรเสียงของพระพระบิดาเจ้าที่ตรัสกับศิษย์ทั้งสามคนบนภูเขาทาบอร์ที่ว่า จงเชื่อฟังพระองค์เถิด กล่าวคือ ยอมรับว่า หนทางแห่งไม้กางเขน เป็นหนทางชีวิตของบรรดาศิษย์ที่ติดตามพระองค์ นั่นคือ เราต้องผ่านกางเขนเพื่อจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ไม้กางเขนคือแบบอย่างแห่งความรักและการมอบชีวิตเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทั้งหลาย

ขอให้ชีวิตของเราไม่เพียงแต่เดินรูป 14 ภาคที่วัดในทุกวันศุกร์เท่านั้น แต่เราจะต้องแบกกางเขนของเรา และเดินตามรูปแบบชีวิตพระเยซูเจ้าบนกางเขนทุกวันตลอดชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความรักและการให้อภัยเพื่อนพี่น้องด้วยใจกว้าง โดยเริ่มจากในครอบครัวของเราเองก่อน แล้วขยายไปสู่เพื่อนพี่น้องที่อยู่รอบข้าง เพราะนี่คือการดำเนินชีวิตคริสตชนที่แท้จริง บนหนทางแห่งไม้กางเขนที่พระเยซูเจ้าทรงมอบไว้ให้แก่เรา ซึ่งพระศาสนจักรเรียกร้องเป็นพิเศษในเทศกาลมหาพรตนี้

คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
22 กุมภาพันธ์ 2013

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น