วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จงเตรียมทางของพระเจ้า

วันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ปี A
อสย 11:1-10
รม 15:4-9
มธ 3:1-12

บทนำ

คนอีสานในอดีตมีค่านิยมสักลายตามตัวและแขนขาเป็นรูปต่างๆ ถึงกับมีคำพูดว่า ชายหนุ่มที่หญิงสาวหมายปองและต้องการแต่งงานด้วย ต้อง “ขาลาย” เพราะรอยสักที่ขาแสดงให้เห็นว่า หนุ่มคนดังกล่าวเป็นคนที่มีความอดทนสูง หนักเอาเบาสู้ สามารถเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีได้ในอนาคต เนื่องจากขั้นตอนการสักลายสมัยก่อนเจ็บปวดและทรมานมาก คนที่มีรอยสักที่ขาแสดงว่าได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วเหมือนทองแท้ที่ผ่านไฟ (ปัจจุบัน คำว่า “ขาลาย” กลายเป็นคำดูถูกในความหมายเดียวกับคำว่า “บ้านนอก”)

ในยุคสมัยของเรา “การสักลาย” กลายเป็นแฟชั่นที่นิยมทำกันในหมู่คนหนุ่มสาว ปัญหาที่ตามมาคือรอยสักนี้จะติดตัวไปตลอด ไม่สามารถลบออกได้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปหลายคนจึงระทมทุกข์กับรอยสักนี้ โดยเฉพาะรอยสักที่เป็นชื่อหรือสัญลักษณ์ของกลุ่มแก๊งต่างๆ ที่เคยรวมตัวกันประพฤติมิชอบในอดีต มาวันนี้ต้องการกลับตัวเป็นคนใหม่ แต่รอยสักที่สักด้วยความคึกคะนองยังคงอยู่ ลบออกไม่ได้

เมื่อไม่นานมานี้ที่สหรัฐอเมริกาหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวว่า มีกรรมวิธีพิเศษที่สามารถลบรอยสักที่ไม่ต้องการออกได้ ผู้คนมากมายจึงแห่ไปใช้บริการ ภายหลังได้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Untattoo You” ที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่เกิดจากการสัก และความยากลำบากในการลบรอยสักนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ให้บทเรียนที่สำคัญแก่เราว่า ในชีวิตของเราแต่ละคนนั้นเคยทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีในอดีต เวลานี้เรารู้สึกเสียใจและต้องการลบมันออกไป แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

สำหรับเราคริสชนพระเยซูเจ้าได้ประทานวิธีลบล้างความรู้สึกผิดให้ออกไปจากใจเรา นี่คือเหตุผลที่พระศาสนจักรให้เรามีเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าในแต่ละปี เพื่อเตือนใจเราให้ตระหนักถึงของประทานอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูเจ้าได้ประทานให้แก่เราผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยเราให้สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องได้ บทอ่านในวันนี้จึงบอกเราว่า “จงกลับใจเถิด อาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว” (มธ 3:2) “จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางเดินของพระองค์ให้ตรงเถิด” (มธ 3:3) “จงประพฤติตนให้สมกับที่ได้กลับใจแล้วเถิด” (มธ 3:8)

1. พันธกิจของยอห์น บัปติสต์

ยอห์น บัปติสต์ เป็นเสียงร้องของพระเจ้าในถิ่นทุรกันดารที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวถึง ยอห์นได้เตือนพระประชาชนให้กลับใจใช้โทษบาป มิฉะนั้นจะถูกโค่นทำลายเพราะ “บัดนี้ขวานกำลังจ่ออยู่ที่รากของต้นไม้แล้ว” (มธ 3:10) ยอห์นเรียกร้องให้มีการกลับใจแบบถอนรากถอนโคน (Metanoia) ด้วยการเปลี่ยนแปลงจิตใจและวิธีดำเนินชีวิตจากที่เคยกระทำในอดีต

ยอห์นมีความกล้าหาญในการประณามความชั่วอย่างเปิดเผยในทุกที่ทุกเวลาที่พบ ท่านได้ตำหนิกษัตริย์เฮโรดที่เอานางเฮโรเดียด ภรรยาของน้องชายมาเป็นภรรยาของตน (มธ 14:4) และได้ว่ากล่าวชาวฟาริสีและสะดูสีแบบไม่ไว้หน้า อันเนื่องมาจากความหน้าซื่อใจคดของพวกเขาที่ปฏิบัติตามจารีตพิธีแต่ภายนอก “เจ้าสัญชาติงูร้าย” (มธ 3:7) ยอห์นจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม ที่ได้เตือนประชาชนถึงหน้าที่ของพวกเขาต่อพระเจ้า และขอร้องพวกเขาให้ดำเนินชีวิตเหนือความพึงพอใจฝ่ายโลก

นอกนั้น ยอห์นยังเป็นผู้นำสารของพระเจ้า ที่ถูกส่งมาล่วงหน้าเพื่อเตรียมทางของพระเจ้าและชี้ไปที่พระเจ้าโดยตรง ท่านสำนึกในบทบาทของตนเองในการเตรียมทางสำหรับผู้ที่จะเสด็จมาภายหลัง “แต่ผู้ที่จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงอำนาจยิ่งกว่าข้าพเจ้า” (มธ 3:11) ยอห์นไม่พูดถึงตัวท่านเองเลย ตรงข้าม ท่านตระหนักในความต่ำต้อยของตน “พระองค์จะต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนข้าพเจ้าจะต้องด้วยลง” (ยน 3:30) ท่านจึงไม่เป็นเพียงเสียงร้องในที่เปลี่ยว แต่เป็นประภาคารที่นำประชาชนตรงไปยังพระเจ้า

2. จงเตรียมทางของพระเจ้า

เป้าหมายของยอห์นคือ ช่วยปลุกเร้าจิตใจเราให้เตรียมฉลองการเสด็จมาของพระเยซูเจ้าในหนทางที่ถูกต้อง

ประการแรก การเตรียมตัวเราเองสำหรับคริสต์มาส หมายถึงการมุ่งไปที่การช่วยให้แต่ละคนสามารถนำสันติสุข และความชื่นชมยินดีแห่งการบังเกิดมาของพระคริสตเจ้าไปยังครอบครัว หมู่คณะ และหมู่บ้านของเรา ไม่ใช่สรวลอยู่กับการเตรียมประดับตกแต่งด้านภายนอก จนลืมหัวใจของการฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลเตรียมรับเสด็จนี้

ประการที่สอง การเตรียมทางสำหรับพระเจ้า พระกุมารเยซูผู้ทรงบังเกิดมาที่เบธเลเฮมได้ทรงเปลี่ยนแปลงโลก นี่คือ พันธกิจของเรา โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นลำดับแรก เราถูกเรียกร้องให้กลับใจและเปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิตที่ไม่ดีในอดีต ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ด้วยการคืนดีกับพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องผ่านทางศีลอภัยบาป เมื่อเราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ โลกและสังคมรอบข้างเราจะเปลี่ยนแปลงไป

บทสรุป

พี่น้องที่รัก ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า พระศาสนจักรได้เชื้อเชิญเราให้ “กลับใจ”เปลี่ยนแปลงตนเอง และปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตในทางตรงข้ามกับที่เคยกระทำในอดีต ไปสู่การดำเนินชีวิตในหนทางแห่งความสว่างตามแบบอย่างของพระคริสตเจ้า ความยินดีแห่งการบังเกิดของพระคริสตเจ้า จะต้องแสดงออกให้เห็นจริงในชีวิตของเรา ในหน้าที่การงานและท่าทีที่เรามีต่อเพื่อนพี่น้อง

ในการเตรียมทางเพื่อองค์พระคริสตเจ้า นักบุญยอห์น บัปติสต์ ได้แสดงบทบาทอย่างเด่นชัดในความกล้าหาญ และการยืนหยัดมั่นคงในความถูกต้องชอบธรรม เราเช่นเดียวกันต้องเป็นเครื่องหมายและเป็นประจักษ์พยานถึงความถูกต้องชอบธรรมนี้ โดยเริ่มจากในครอบครัว หมู่คณะ และหมู่บ้านของเรา เป็นต้นในความรักต่อกันด้วยจริงใจ อดทนต่อความบกพร่องของกันและกัน และให้อภัยซึ่งกันและกันด้วยใจกว้าง

ประการสำคัญ “จงประพฤติตนให้สมกับที่ได้กลับใจแล้วเถิด” (มธ 3:8) เราจะต้องไม่หันกลับไปเดินในหนทางแห่งบาปที่เคยกระทำ เช่น ความเห็นแก่ตัว ความอิจฉาริษยา ความโลภ หรือการทะเลาะเบาะแว้ง นี่คือ เครื่องหมายว่าเราได้เตรียมทางของพระเจ้าตลอดเทศกาลเตรียมรับเสด็จนี้อย่างดี เช่นนี้เอง การเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าในปีนี้ จะมีคุณค่าและความหมายมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ถ้ำพระกุมารที่อาสนวิหารแม่พระเสด็จขึ้นสวรรค์แห่งเมืองปีซ่า อิตาลี (2007)
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
danielkhuan@hotmail.com
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
3 ธันวาคม 2010

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฟรังซิส เซเวียร์ ธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่

 ฟรังซิส เซเวียร์ ธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่


วันนี้พระศาสนจักรให้เราทำการฉลองนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่ องค์อุปถัมภ์ของมิสซัง อันเนื่องมาจากงานแพร่ธรรมที่ท่านได้ประกาศกับผู้คนจำนวนมาก ที่มีความแตกต่างกันด้านภาษาและวัฒนธรรม ตามหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลกันนับพันไมล์ ในห้วงเวลาที่การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ท่านได้ไปประกาศพระวรสารในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย อาณานิคมของโปรตุเกสในคาบสมุทรมาลายู อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

ฟรังซิส เซเวียร์ เป็นชาวสเปน เกิดในตระกูลสูงที่มั่งคั่งแห่งอาณาจักรนาวารา ซึ่งเป็นแคว้นทางตอนเหนือของประเทศสเปน เป็นเพื่อนรุ่นแรกของนักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา ผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิต หลังบวชเป็นพระสงฆ์ ฟรังซิสได้รับเลือกให้เดินทางไปแพร่ธรรมที่เมืองกัว (Goa) ประเทศอินเดีย โดยออกเดินทางจากกรุงลิสบอนเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1541 ใช้เวลาเดินทาง 13 เดือน ต่อมาได้เดินทางไปที่มะละกาและเกาะโมลูกัส ที่มะละกานี้เองท่านพบกับชาวญี่ปุ่นชื่อ “อันจิโร” (Anjiro) ซึ่งทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจที่จะไปแพร่ธรรมที่ประเทศญี่ปุ่น
วิหารแห่งพระเยซูเจ้า (Tempio di Gesu) ศูนย์กลางคณะเยซูอิตในกรุงโรม ประเทศอิตาลี

ที่สุด ฟรังซิส เซเวียร์ได้เดินทางไปญี่ปุ่น ถึงเมืองคาโกชิมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1549 ซึ่งการแพร่ธรรมที่นั่นเกิดผลดีมาก ต่อมาเมื่อทราบว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมจีน จึงมีความปรารถนาที่จะเดินทางไปแพร่ธรรมในจีน เหตุการณ์ที่น่าสนใจช่วงนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์พระศาสนจักรสยามและต่อประเทศไทยมาก นั่นคือ ท่านแสดงความตั้งใจที่จะเข้ามาในสยามเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศจีน อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของท่าน (เนื่องจากไม่มีหนทางอื่นเพราะจีนปิดประเทศ) โดยขอให้รัฐบาลโปรตุเกสได้ช่วยให้ท่านสามารถร่วมเดินทางไปกับคณะทูตของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ที่ส่งไปเจริญสันถวไมตรีกับจักรพรรดิจีนในเวลานั้น

ฟรังซิส เซเวียร์ ไม่สามารถเดินทางไปได้เพราะป่วยหนักและมรณะเสียก่อน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1552 ที่เมืองซานเซียน พร้อมกับกล่าวคำพูดสุดท้ายว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลูกมีความเชื่อมั่นในพระองค์ตลอดมา ลูกจะไม่มีวันสับสนชั่วนิรันดร์” (In thee, O Lord, I have hoped; I shall not to be confounded forever.) ประชาชนได้ฝังร่างของท่านไว้ที่นั่น อีกสองเดือนให้หลังได้มีการขุดศพของท่านและพบว่าไม่เน่าเปื่อยจึงได้นำมาที่มะละกา และส่งต่อไปเก็บรักษาไว้ที่เมืองกัวซึ่งได้กลายเป็นที่แสวงบุญของผู้คนทั่วอินเดีย ส่วนมือข้างขวาของท่านที่ล้างบาปผู้คนมากกว่าสามหมื่นคน ได้แยกไปเก็บไว้ที่วิหารพระเยซูเจ้า ศูนย์กลางของคณะเยซูอิตในกรุงโรม ประเทศอิตาลี
มือข้างขวาของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ที่นำมาจากเมืองกัว ในวิหารแห่งพระเยซูเจ้า กรุงโรม

แม้ว่าฟรังซิส เซเวียร์จะมิได้เดินทางมาสยามอย่างที่ตั้งใจ เพียงแค่เอ่ยชื่อสยามในจดหมายของท่านเท่านั้นก็นับว่าเป็นเกียรติต่อพระศาสนจักรสยามแล้ว เพราะอย่างน้อยที่สุดในใจของท่านก็มีเราชาวสยามอยู่บ้าง นอกนั้น ท่านยังได้ช่วยคลี่คลายข้อข้องใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชื่อประเทศ “สยาม” ของเรา นั่นคือ ชื่อสยามอาจไม่เป็นที่รู้จักของชาวสยาม แต่เป็นคำที่ชาวต่างชาติใช้เรียกชื่อประเทศของเรา

ชีวิตของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ได้กลายเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับเราในปัจจุบันว่า เรามีหน้าที่ในการประกาศข่าวดีแห่งพระวรสารแก่ทุกคนที่อยู่รอบข้างเรา และใช้ทุกโอกาสในการนำคนอื่นให้มารู้จักพระคริสตเจ้า นี่คือกระแสเรียกและงานของเรา คริสตชนแต่ละคนสามารถเป็นข้ารับใช้ของพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกับท่าน ที่ได้ใช้เวลาทั้งหมด ความพยายามทุกอย่าง และชีวิตจนลมหายใจสุดท้ายในการนำประชาชนให้มาหาพระคริสตเจ้า

นักบุญฟรังซิส เซเวียร์ได้สำนึกในหน้าที่ในการประกาศข่าวดีเช่นเดียวกับนักบุญเปาโลที่ว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้าหากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวดี”(1คร 9:16) และ “ข้าพเจ้าทำทุกอย่างเพราะเห็นแก่ข่าวดี” (1คร 9:16) ขอให้เราได้สำนึกในหน้าที่นี้เช่นเดียวกัน และขอร่วมความยินดีกับผู้มีนามนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ทุกคน
ด้วยมือนี้แหละที่นักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ได้ล้างบาปผู้คนในทวีปเอเซียมากกว่าสามหมื่นคน

คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
danielkhuan@hotmail.com
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
2 ธันวาคม 2010