วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ความจำเป็นของการอธิษฐานภาวนา

 

ความจำเป็นของการอธิษฐานภาวนา

อาทิตย์

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

ปี C

ปฐก 18:20-32

คส 2:12-14

ลก 11:1-13

บทนำ

มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งขณะนักบุญเบเนดิกต์กำลังขี่ม้าไปตามทาง และได้พบชาวนาคนหนึ่งซึ่งพูดกับท่านว่า “งานของท่านช่างสบายจริงนะ ผมอยากเป็นเหมือนท่านบ้าง จะได้ขี่ม้าไปไหนมาไหนตามใจชอบ ไม่ต้องทำอะไร” ท่านนักบุญย้อนถามชาวนาว่า “ท่านคิดว่าการอธิษฐานภาวนาเป็นงานง่ายหรือ ลองสวดบทข้าแต่พระบิดาให้ฟังหน่อยสิ หากสวดจบโดยไม่ติดขัดเลย ฉันจะให้ม้าตัวนี้”

ชาวนาตาเบิกโพลงและยิ้มด้วยความลิงโลดใจเพราะมั่นใจว่า สวดบทข้าแต่พระบิดาจบและจะได้เป็นเจ้าของม้างามตัวนั้น เขาหลับตา พนมมือและเริ่มอธิษฐานภาวนาว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามของพระองค์จงเป็นที่สักการะ พระอาณาจักรจงมาถึง...” เมื่อสวดมาถึงตรงนี้เขาหยุด ลืมตาขึ้นและถามท่านนักบุญว่า “ผมจะได้อานม้าและบังเหียนด้วยไหม”

 พระวรสารวันนี้ทำให้เราทราบบทภาวนาที่เป็นแบบแผนของคริสตชนคือ “บทข้าแต่พระบิดา” ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงสอนศิษย์ให้อธิษฐานภาวนาตามแนวทางศาสนาใหม่ที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น เพื่อมีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ง่าย ไม่ใช่ในฐานะพระผู้สร้างทรงสรรพานุภาพ แต่เป็นดัง พ่อ (Abba) หรือบิดาที่ใจดีซึ่งเราสามารถวางใจและพูดกับพระองค์ได้อย่างสนิทใจ บทข้าแต่พระบิดาถือเป็นบทภาวนาสำคัญและบอกให้รู้ว่า “คริสตชนเป็นใคร”

1.        ความจำเป็นของการอธิษฐานภาวนา

การอธิษฐานภาวนามีความสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตคริสตชน เราต้องอธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ท้อถอย (เทียบ ลก 18:1) ต้องออกแรงและทำส่วนของตนให้ดีที่สุด คงเหมือนกับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการผ่านการสอบ แต่ไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือเตรียมสอบอย่างดี การอธิษฐานภาวนาขอพระเจ้าคงไม่ช่วยอะไร เพราะพระองค์ไม่ทรงช่วยคนไม่ช่วยตนเอง การอธิษฐานภาวนาและการออกแรงทำงานต้องไปด้วยกัน

เคลเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย ปิตาจารย์ของพระศาสนจักร กล่าวว่า “การอธิษฐานภาวนาเป็นการสนทนากับพระเจ้า” แสดงถึงความเชื่อและความวางใจพระเจ้าผู้เป็นท่อธารแห่งพระพรนานัปการ เมื่ออธิษฐานภาวนาเรามักคุ้นเคยกับการวอนขอ “จงขอเถิดแล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิดแล้วท่านจะพบ จงเคาะเถิดแล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน” (ลก 11:9) พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงเป็นองค์ความดีบริบูรณ์และความเมตตากรุณา พร้อมประทานสิ่งดีและจำเป็นแก่บุตรของพระองค์ทุกคนเสมอ

การอธิษฐานภาวนาไม่ใช่การรบเร้าพระเจ้าให้ประทานตามที่เราต้องการ แต่เป็นลักษณะของบุตรซึ่งวอนขอสิ่งที่พระบิดาทรงประสงค์จะประทานให้ ความจริงพระองค์ทรงทราบล่วงหน้าก่อนที่เราขอด้วยซ้ำ เงื่อนไขก็คือ “จงขอ... จงแสวงหา... จงเคาะ...” เพราะเมื่อเราขอ พระเจ้าจะทรงสดับฟังคำวอนขอของเรา  เมื่อเราแสวงหาพระเจ้า เราจะพบพระองค์ และเมื่อเราเคาะประตูบ้านของพระเจ้า พระองค์จะทรงเปิดรับเรา

2.        บทเรียนสำหรับเรา

พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ได้ให้บทเรียนสำคัญสำหรับเราหลายประการ ในการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ประการแรก เราต้องตระหนักถึงความจำเป็นของอธิษฐานภาวนา พระเยซูเจ้าทรงสอนและมอบแบบอย่างแก่เราเรื่องการอธิษฐานภาวนา ซึ่งเป็นการติดต่อกับพระเจ้าอย่างใกล้ชิดแบบพ่อกับลูก ให้เราได้อธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอธิษฐานภาวนาเป็นการช่วยให้ความเชื่อของเรามีชีวิต และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เพราะชีวิตของเราขึ้นอยู่กับพระเจ้า เราต้องอธิษฐานภาวนาโดยไม่หยุดหย่อน เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและเข้าใจถึงพระประสงค์ของพระองค์

ประการที่สอง เราต้องให้อภัยความผิดของกันและกัน นี่คือเงื่อนไขและเครื่องหมายสำคัญของการเป็นคริสตชน พระศาสนจักรให้เราภาวนา บทข้าแต่พระบิดา ในพิธีบูชาขอบพระคุณก่อนรับศีลมหาสนิทเพื่อเตือนใจเราว่า ทุกคนเป็นบุตรของพระบิดาเจ้าองค์เดียวกัน เป็นพี่น้องกันโดยไม่แบ่งแยก และได้ให้อภัยความผิดของกันและกันแล้ว หากเรายังไม่ยอมรับว่า ทุกคนเป็นพี่น้องและไม่ให้อภัยกันอย่างสนิทใจ เท่ากับว่าเราสวด บทข้าแต่พระบิดา ไม่จบ

ประการที่สาม เราต้องอธิษฐานภาวนาร่วมกัน การอธิษฐานภาวนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตครอบครัวและหมู่คณะ เราต้องหาเวลาอธิษฐานภาวนาร่วมกันเพื่อขอบคุณพระเจ้าและวอนขอพระพรเพื่อกันและกัน อย่างน้อยให้เราได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ใช้เวลาสามนาทีในการสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่มี, สามนาทีในการขอสมาโทษสำหรับบาปที่กระทำและวอนขอสิ่งที่ต้องการ และสามนาทีในการอ่านพระคัมภีร์และฟังพระองค์ในความเงียบ โดยทำเช่นนี้ทุกวัน”

บทสรุป

พี่น้องที่รัก บทข้าแต่พระบิดาเป็นบทภาวนาที่เป็นแบบแผนและบอกให้เราทราบว่า คริสตชนเป็นใคร พระเยซูเจ้าทรงสอนเราว่า ทุกคนมีพระบิดาเจ้าองค์เดียวกัน ต่างเป็นบุตรของพระเจ้าและเป็นพี่น้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้อภัยความผิดของกันและกัน แต่ละคนล้วนเป็นคนบาป อ่อนแอ และบกพร่อง แต่ยังสามารถเรียกพระเจ้าว่าเป็น “บิดา” เมื่อพระเจ้าได้ทรงอภัยบาปของเราอย่างไม่สิ้นสุด เราต้องให้อภัยความผิดของกันและกันด้วย

พระเยซูเจ้าทรงให้ความมั่นใจกับเราว่า “แม้ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่วยังรู้จักให้ของดี ๆ แก่ลูก แล้วพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะไม่ประทานพระจิตเจ้าแก่ผู้ที่วอนขอพระองค์มากกว่านั้นหรือ” (ลก 11:13) ศิษย์พระคริสต์ต้องตระหนักถึงความจำเป็นของอธิษฐานภาวนา หาเวลาอธิษฐานภาวนาร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะคำภาวนาสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ และไม่มีคำภาวนาใดที่พระเจ้าไม่ทรงตอบรับ ครอบครัวที่อธิษฐานภาวนาร่วมกันไม่มีวันแตกแยก

คุณพ่อขวัญ  ถิ่นวัลย์

ID LINE : dondaniele

ศูนย์สังฆมณฑลจันทบุรี

26 กรกฎาคม 2025

ภาพ : มิสซาหน้าศพภราดา ศักดา สกนธวัฒน์, โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา, ชลบุรี; 2025-7-25

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น