วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การเชื้อเชิญของพระเจ้า


การเชื้อเชิญของพระเจ้า

วันอาทิตย์
สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา
ปี A
อสย 25:6-10
ฟป 4:12-14.19-20
มธ 22:1-14

บทนำ

พิธีแต่งงานที่ผู้คนทั่วโลกกล่าวถึงและให้ความสนใจมากที่สุดเมื่อไม่นานมานี้คือ พิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ กับเคท มิดเดิลตัน ซึ่งจัดขึ้นภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 2011 ที่ผ่านมา มีราชวงศ์ ผู้นำประเทศ และบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก มีการถ่ายสดพระราชพิธีไปทั่วโลกให้ประชาชนจากทุกมุมโลกได้ชื่นชมพระบารมี

เราคุ้นเคยกับการได้รับเชิญไปงานเลี้ยงหรืองานแต่งงานบ่อยครั้ง ดูเหมือนอาหารและเครื่องดื่มถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกงานเลี้ยง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าอาหารและเครื่องดื่มคือ เจ้าภาพและผู้รับเชิญมาร่วมงานซึ่งเราหวังจะพบ เงื่อนไขประการหลังนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเรา ในการตัดสินใจไปร่วมงานเลี้ยงหรืองานแต่งงานนั้นหรือไม่ เพราะงานเลี้ยงถือเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่งดงามและตอกย้ำความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในพระคัมภีร์ การเชิญไปร่วมงานเลี้ยงเป็นภาพพจน์ที่นิยมมาก บทอ่านที่หนึ่งและพระวรสารวันนี้ได้ใช้ภาพพจน์นี้บรรยายให้เห็นถึงความบรมสุขในอาณาจักรของพระเจ้า เมื่อพระอาณาจักรได้รับการสถาปนาขึ้นในโลกนี้ พระเจ้าทรงปกครองโดยผ่านผู้แทนของพระองค์ สัมพันธภาพของการแต่งงานเป็นภาพพจน์ที่ใช้บ่อยมากในพระคัมภีร์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าผู้เป็นเจ้าบ่าว ที่ทรงรักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าสาวคือ ประชากรของพระองค์เสมอ

1.            การเชื้อเชิญของพระเจ้า

ชาวยิวได้รับการเชื่อเชิญให้เป็น “ประชากรที่ทรงเลือกสรรของพระเจ้า” แต่พวกเขาปฏิเสธ ดังนั้น การเชื้อเชิญได้เปลี่ยนไปยังผู้คนที่พบ “ตามถนนและทางแยก” ซึ่งหมายถึงคนบาปและคนต่างศาสนา ที่ไม่เคยนึกฝันว่าจะได้รับการเชื้อเชิญให้มายังอาณาจักรของพระเจ้า ที่ทรงเชื่อเชิญทุกคน ทุกชั้นวรรณะและทุกชาติให้มาร่วมงานเลี้ยงแห่งพระอาณาจักรสวรรค์ พระองค์ทรงรอคอยเราและจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคน แต่ปัญหาคือ เราได้ตอบรับและคู่ควรกับการเชื้อเชิญของพระองค์หรือเปล่า

การเชื้อเชิญของพระเจ้าได้ทำให้ผู้มาร่วมงานพบกับความยินดี การปฏิเสธการเชื้อเชิญคือการปฏิเสธที่จะร่วมความยินดีกับพระองค์ การหันหลังให้พระเจ้าคือการตัดตัวเองออกจากพระพรนานัปการที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับเราทุกคน การเชื้อเชิญของพระเจ้าเป็นของประทานซึ่งพระเจ้าได้มอบให้กับเราด้วยพระทัยกว้างขวาง แต่บางคนมิได้สนใจ อย่างที่คำอุปมากล่าวว่า “คนหนึ่งไปที่ทุ่งนา คนหนึ่งไปทำธุรกิจ” ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้สลักสำคัญอะไร ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะปฏิเสธการมาร่วมงานเลี้ยง

คำอุปมาได้แสดงให้เห็นว่า ในจำนวนผู้มาร่วมงานเลี้ยงมีคนหนึ่งมิได้สวม “เสื้อสำหรับงานวิวาห์” มัทธิวต้องการจะบอกว่า “พระเจ้าทรงเชิญทุกคนเข้าในอาณาจักรของพระองค์ แต่ต้องทำตนเป็นผู้รับเชิญที่เหมาะสมด้วย” เมื่อบุคคลหนึ่งจะเข้าเฝ้ากษัตริย์ ต้องแต่งกายเหมาะสมตามจารีตประเพณี นี่คือหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กับสองคนที่รักกัน เมื่อทั้งสองพบกันจะพยายามแต่งกายให้ดีที่สุด นี่คือหน้าที่แห่งความรักที่เรียกร้องให้เขาทำดีที่สุดเพื่อกันและกัน เสื้อสำหรับงานวิวาห์จึงหมายถึง “ความชอบธรรม” หรือความประพฤติที่เหมาะสมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

2.            บทเรียนสำหรับเรา

คำอุปมาเรื่องงานวิวาห์มงคลในพระวรสาร ได้ให้บทเรียนที่สำคัญสำหรับเราคริสตชนในการดำเนินชีวิตหลายประการ

ประการแรก จงตอบรับการเชื้อเชิญของพระเจ้า ในศีลล้างบาปเราได้ตอบรับการเชื้อเชิญของพระเจ้า ทำให้เรากลายเป็นประชากรใหม่ของพระองค์ เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร เราจึงต้องดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับการเป็นประชากรใหม่ที่พระเจ้าทรงรัก พระวาจาและคำสอนของพระองค์จะต้องสำคัญเหนือความสนใจและความต้องการของเรา อีกทั้ง กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเรา

ประการที่สอง จงเป็นหนึ่งเดียวในงานเลี้ยงแห่งศีลมหาสนิท พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้มาร่วมงานเลี้ยงของพระองค์ทุกอาทิตย์ แต่บ่อยครั้งเรากลัวว่า พระเจ้าจะทรงทำลายความสุขในชีวิตของเราที่เราชื่นชอบ เช่น การดูโทรทัศน์ การไปเที่ยว การพักผ่อน หรือการทำงานหาเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นข้ออ้างที่เราไม่มาวัด ศีลมหาสนิท เป็นสัญลักษณ์ของงานเลี้ยงที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับเราในพระอาณาจักรของพระองค์ การร่วมกินปังจากก้อนเดียวกันทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าและเพื่อนพี่น้อง

ประการที่สาม จงสวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ นั่นคือ การดำเนินชีวิตในความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง ตระหนักว่าเราอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทุกหนทุกแห่ง ดังสุภาษิตกรีกที่ว่า “เขาดำเนินชีวิตราวกับอยู่ในพระวิหารของพระตลอดเวลา” อันแสดงถึงความเคารพยำเกรงและปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมตามกาละ เทศะ อีกทั้ง เตรียมตัวให้พร้อมและดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกคริสตชน ที่อุทิศตนทั้งครบเพื่อพระเยซูเจ้าบนพื้นฐานของความรักและการรับใช้ (มธ 5:43-48)

บทสรุป

พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้มาร่วมงานเลี้ยงของพระองค์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งมิตรภาพและความชื่นชมยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพิธีบูชาขอบพระคุณทุกวันอาทิตย์ ให้เราได้ตอบรับการเชื้อเชิญของพระองค์ด้วยความยินดี เป็นหนึ่งเดียวกับหมู่คณะในการอุทิศตนเพื่อพระเยซูเจ้า บนหนทางแห่งความรักและการรับใช้ ตามแบบอย่างของพระคริสตเจ้า

คำอุปมาบอกให้เราทราบว่า พระเจ้าทรงประทานพระหรรษทานที่เพียงพอสำหรับเรา และทรงเรียกเราให้มามีส่วนในพระหรรษทานนี้ ความล้มเหลวที่จะร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้าและตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระองค์ นำไปสู่การตัดขาดตัวเราเองจากพระอาณาจักร ดังนั้น ขอให้เราได้สวมใส่ “เสื้อสำหรับงานวิวาห์” ที่ดำเนินชีวิตในความชอบธรรม ฟังและปฏิบัติตามคำสอนของพระคริสตเจ้า เพื่อเราจะได้กลายเป็นศิษย์ที่แท้จริงของพระองค์
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
7 ตุลาคม 2011

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สายประคำนำชีวิต

สายประคำนำชีวิต
7 ตุลาคม
ระลึกถึงแม่พระแห่งสายประคำ
กจ 1:12-14
ลก 1:26-38
การสวดสายประคำคือคำภาวนาของครอบครัวและหมู่คณะ ซึ่งเป็นคารวกิจที่แพร่หลายในหมู่คริสตชน และถือเป็นหัวใจของการภาวนาแบบคริสตชน ที่เชื้อเชิญเราให้รำพึงถึงธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าตามแบบอย่างของแม่พระ ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับเอากาย พระทรมาน การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า
พระศาสนจักรให้เราถวายเกียรติแด่แม่พระแห่งสายประคำ เพื่อระลึกถึงวันแห่งชัยชนะเหนือพวกเติร์กที่เลปันโต ประเทศกรีก อาศัยคำเสนอวิงวอนของแม่พระ และพระสันตะปาปาปีโอที่ 5 ได้กำหนดให้ฉลองเหตุการณ์นี้อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1573 ซึ่งได้กลายมาเป็นวันฉลองแม่พระแห่งสายประคำอย่างในปัจจุบัน อีกทั้ง ได้ยกถวายเดือนตุลาคมให้เป็นเดือนแม่พระแห่งสายประคำ
การสวดสายประคำถือเป็นขุมทรัพย์ของพระศาสนจักรมานานหลายศตวรรษ ทั้งนี้เพราะ การสวดสายประคำเป็นการสรุปความเชื่อคริสตชนตามพระวรสารในรูปแบบของการภาวนา ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ธรรมล้ำลึกแห่งการไถ่กู้มนุษย์ให้รอด เนื่องจากการสวดสายประคำเริ่มจากประสบการณ์ของแม่พระ การสวดสายประคำจึงเป็นการรำพึงภาวนาที่งดงามของพระศาสนจักร และเป็นบทภาวนาที่แพร่หลายในครอบครัวและหมู่คณะ
ในการประจักษ์มาของแม่พระทั้งที่ลูร์ด (แก่เบนาแดท) และที่ฟาติมา (แก่ลูชีอา ยาชินทาและฟรังชิสโก) แม่พระได้บอกให้พวกเขาสวดสายประคำ ซึ่งต่อมาประชาชนเป็นจำนวนมากได้ไปร่วมสวดสายประคำพร้อมกับพวกเขา ณ สถานที่แม่พระประจักษ์มานั่นเอง การสวดสายประคำจึงเป็นเหมือนกับของประทานอันล้ำค่าจากมารดาของพระเจ้า ที่นำเราไปสู่พระคริสตเจ้า
พระศาสนจักรคาทอลิกให้ความสำคัญกับการสวดสายประคำเสมอมา ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแม่พระที่มีพระคริสตเจ้าเป็นศูนย์กลาง พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 เห็นว่า สายประคำเป็นเครื่องมือของการมีส่วนร่วมในชีวิตของแม่พระและนำไปสู่พระเยซูเจ้า นักบุญยอห์นที่ 23 กล่าวว่า “การสวดสายประคำเป็นบทภาวนาที่ดีเยี่ยมและเป็นสากลสำหรับความต้องการของพระศาสนจักร นานาชาติและโลกทั้งมวล”
พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 กล่าวว่า “สายประคำศักดิ์สิทธิเป็นบทภาวนาแห่งการรำพึง ที่พระมารดาแห่งสวรรค์ทรงแนะนำเราซึ่งไม่มีบทใดเสมอเหมือน ช่วยเราให้พิศเพ่งพระพักตร์ขององค์พระผู้ไถ่ เพื่อร่วมส่วนในธรรมล้ำลึกแห่งความปีติยินดี มหาทรมาน สิริรุ่งโรจน์และความสว่างของพระองค์” ดังนั้น ให้เรามีความรักในการสวดสายประคำ ไม่ใช่เพียงในเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น แต่ทุกวันในชีวิตของเรา เพื่อสายประคำจะได้นำทางชีวิตของเราแต่ละคน นำทางครอบครัวและหมู่คณะของเรา ให้ก้าวเดินในหนทางที่ถูกต้องตามแบบอย่างของแม่พระ แม่อันเป็นที่รักยิ่งของเรา
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
6 ตุลาคม 2011